แสงแดดรำไรลอดผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบของป่ามรกต ตกกระทบลงบนผืนผ้าคลุมสีเขียวเข้มที่ดูเหมือนจะหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเดียวกับพงไพร เอลเลียตขยับกายอย่างระมัดระวังท่ามกลางพุ่มไม้สูงท่วมหัว ปลายเท้าของเขาเหยียบย่ำลงบนมอสหนานุ่มที่ส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกระดูกป่น เขาเดินทางมาไกลเกินกว่าขอบเขตที่ชาวบ้านในหมู่บ้านเคยเตือนไว้ แต่แรงดึงดูดประหลาดจากสิ่งที่เขาเก็บได้ในลำธารเมื่อเช้าตรู่กลับทำให้เขาก้าวเดินต่อไปไม่หยุด

ผ้าคลุมผืนนั้นมีกลิ่นอายของดินชื้นและดอกไม้ป่าที่บานสะพรั่งในช่วงเที่ยงคืน มันไม่ได้ถักทอด้วยเส้นใยฝ้ายธรรมดา หากแต่เป็นเส้นใยของเถาวัลย์ที่อ่อนนุ่มราวกับไหมพรมชั้นดี เมื่อเขาสัมผัสผิวสัมผัสของมัน หัวใจของเขาก็เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงชีพจรของแผ่นดินที่สั่นสะเทือนอยู่ใต้ฝ่าเท้า เขาหยุดยืนหน้าโขดหินขนาดมหึมาที่ปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อยสีทองอร่าม ที่นั่นมีรอยแยกขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นคล้ายรอยยิ้มของอสูรกายที่หลับใหล

“เจ้ามาที่นี่เพราะต้องการสิ่งใด หรือเพราะโชคชะตากำลังเรียกร้องให้เจ้ากลับไป” เสียงทุ้มต่ำและแผ่วเบาดังขึ้นจากความว่างเปล่าข้างหลังเขา เอลเลียตสะดุ้งสุดตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างโปร่งแสงที่กึ่งกลางระหว่างพฤกษาและมนุษย์ ใบหน้าของร่างนั้นสลักเสลาด้วยลายไม้ที่ซับซ้อน ดวงตาคู่เรียวรีสีเปลือกไม้จ้องมองเขาอย่างไม่ลดละ

เอลเลียตกระชับผ้าคลุมในมือแน่นพลางกลืนน้ำลายลงคอด้วยความยากลำบาก เขาพยายามหาเสียงของตัวเองท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะบุกรุก ข้าเพียงแค่เก็บสิ่งนี้ได้จากลำธารและรู้สึกเหมือนมันกำลังเรียกหาเจ้าของที่แท้จริง” เขากล่าวพร้อมยื่นผ้าคลุมออกไปข้างหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ร่างนั้นขยับตัวเข้ามาใกล้จนเอลเลียตได้กลิ่นอายของฝนแรกของฤดูร้อน รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่ดูเหมือนแกะสลักจากกิ่งไม้โบราณ “ผ้าคลุมแห่งป่าบรรพกาลไม่ได้ถูกลืม แต่ถูกทิ้งให้รอคอยผู้ที่กล้าพอจะแบกรับน้ำหนักของผืนป่าไว้บนบ่า” ร่างนั้นเอื้อมมือที่เรียวยาวเหมือนกิ่งไม้มาแตะที่ผ้าคลุม ทันใดนั้นเส้นใยสีเขียวก็เรืองแสงจ้าจนเอลเลียตต้องยกมือขึ้นป้องดวงตา

แรงสั่นสะเทือนมหาศาลเริ่มปะทุขึ้นจากผืนดินภายใต้เท้าของเขา ต้นไม้โดยรอบต่างสั่นไหวและกิ่งก้านของพวกมันเริ่มขยับเขยื้อนราวกับกำลังเต้นระบำในพิธีกรรมโบราณ รากไม้ขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาจากดินราวกับงูที่กำลังตื่นจากภวังค์ พุ่งเข้าหาเอลเลียตด้วยความเร็วที่เขาไม่อาจหลบหลีกได้ทัน แต่เขากลับพบว่าร่างกายของเขาไม่ได้ตอบสนองด้วยความกลัว หากแต่กลับรู้สึกถึงพลังอำนาจที่ไหลเวียนผ่านมือเข้าสู่กระแสเลือด

“หากเจ้าจะรับมันไป เจ้าต้องเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงลมที่พัดผ่านยอดไม้และหยดน้ำค้างที่ร่วงหล่นบนใบหญ้า” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งแต่คราวนี้มันดังก้องอยู่ในหัวของเขาโดยตรง เอลเลียตเห็นภาพนิมิตของผืนป่าที่กำลังจะล่มสลายเพราะการรุกล้ำของมนุษย์ที่ไร้ความปราณี เขาเห็นเลือดสีแดงฉานที่ย้อมผืนดินจนดำมืดและเสียงกรีดร้องของพฤกษาที่ไร้คนได้ยิน

เอลเลียตกัดฟันแน่นและก้าวไปข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวท่ามกลางรากไม้ที่พยายามพันธนาการขาของเขาไว้ เขาไม่ได้สู้รบกับพวกมัน แต่กลับวางมือลงบนรากไม้เหล่านั้นแล้วส่งผ่านความปรารถนาที่จะปกป้อง “ข้าไม่ใช่นักรบผู้ยิ่งใหญ่ แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้สิ่งนี้ถูกทำลายจนสูญสิ้นไปจากโลก” ทันทีที่คำพูดนั้นจบลง พลังงานสีทองก็ระเบิดออกจากร่างของเขา ผลักดันรากไม้ให้ถอยร่นไปราวกับได้รับคำสั่งจากนายเหนือหัว

ความเงียบกลับคืนสู่ป่ามรกตอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงแสงจันทร์ที่เริ่มส่องสว่างผ่านช่องว่างของใบไม้ ร่างโปร่งแสงนั้นจางหายไปในหมอกควัน ทิ้งไว้เพียงผ้าคลุมที่ตอนนี้เปลี่ยนสภาพเป็นเกราะอ่อนที่แนบสนิทไปกับผิวหนังของเอลเลียต เขาขยับแขนและรู้สึกถึงความเบาหวิวเหมือนนกที่พร้อมจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแต่ก็หนักแน่นราวกับภูผาที่ไม่มีวันพังทลาย

เขาเดินออกจากป่าต้องห้ามโดยไม่หันกลับไปมองเบื้องหลัง แต่ทุกก้าวย่างของเขานั้นผืนดินกลับทิ้งรอยเท้าที่เต็มไปด้วยดอกไม้ผลิบาน เอลเลียตรู้ดีว่าภารกิจของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขากระชับปกเสื้อคลุมพลางมองขึ้นไปยังดวงดาวที่เริ่มทอแสงประหลาดบนท้องฟ้าเหนือป่าที่เขาเพิ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้พิทักษ์เพียงหนึ่งเดียว