แสงจันทร์สีซีดลอดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างหินอ่อน ตกกระทบลงบนถ้วยน้ำชาเคลือบทองที่วางสงบนิ่งอยู่บนโต๊ะไม้แกะสลักลวดลายเถาวัลย์ เอลาร่าขยับกายเข้าใกล้โต๊ะนั้น พลางสังเกตเห็นรอยเปื้อนจางๆ ของหยาดเลือดสีครามที่ดูแปลกตา มันมิใช่เลือดของมนุษย์ธรรมดา ทว่ากลับเปล่งประกายวับวาวราวกับเศษเสี้ยวของดวงดาวที่ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด กลิ่นหอมจางของดอกไม้ราตรีที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์ลอยอบอวลไปทั่วห้องโถงที่เงียบสงัด

เธอยื่นมือที่สั่นเทาออกไปแตะที่ขอบถ้วย ความเย็นเยียบแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจราวกับเข็มน้ำแข็งนับพันเล่ม ในทันใดนั้นภาพหลอนของราชวังที่เคยรุ่งโรจน์ก็ปรากฏขึ้นซ้อนทับกับซากปรักหักพังรอบกาย เหล่าวิญญาณในชุดเกราะสีเงินยืนเรียงรายกันอย่างนิ่งงัน ราวกับกำลังรอคอยคำสั่งสุดท้ายที่ไม่มีวันมาถึงจากเจ้าของถ้วยชาใบนี้ เอลาร่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความตื่นตระหนกที่พุ่งพล่านอยู่ในอก

"เจ้าไม่ได้ถูกเชิญมาที่นี่เพื่อดื่มด่ำกับอดีตหรอกนะแม่มดน้อย" เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง ทำให้เอลาร่าสะดุ้งสุดตัว ร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีดำสนิทก้าวออกมาจากเงามืด นัยน์ตาของเขาเป็นสีเงินวาวโรจน์เหมือนดาบที่เพิ่งผ่านการตีขึ้นใหม่ เขาหยุดยืนอยู่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว พร้อมกับวางจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราครั่งรูปปีกมังกรลงบนโต๊ะ

"ข้าเพียงแค่อยากรู้ว่าเหตุใดเลือดของกษัตริย์ผู้สาบสูญจึงมาอยู่ในถ้วยชาที่เย็นชืดใบนี้" เอลาร่าเอ่ยตอบ พยายามรักษาระดับเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ในใจจะรู้ดีว่าการสนทนากับผู้เฝ้าสุสานแห่งนี้อาจหมายถึงชีวิตของเธอเอง เธอค่อยๆ ขยับถอยหลัง แต่รองเท้าบูทของเธอกลับเหยียบเข้ากับเศษแก้วที่แตกกระจายจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วโถงกว้าง

ชายลึกลับหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นฟังดูแห้งแล้งและเย็นชาเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ "กษัตริย์ไม่ได้สาบสูญไปไหนหรอก เขาก็แค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ข้าต้องคอยดูแล" เขาก้าวเข้ามาใกล้จนเอลาร่าสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา นิ้วมือยาวเรียวของเขาเอื้อมมาแตะที่ขอบถ้วยชาแล้วหมุนมันช้าๆ เลือดสีครามที่นิ่งสงบพลันหมุนวนราวกับพายุขนาดย่อมที่ขังอยู่ในถ้วยใบเล็ก

"หากเจ้าต้องการความจริง เจ้าต้องแลกมันด้วยสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้" เขากระซิบพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ความมืดมิดในนัยน์ตาของเขาดูดกลืนแสงจันทร์จนหมดสิ้น เอลาร่ารู้สึกเหมือนวิญญาณของเธอกำลังถูกดึงเข้าไปในวังวนของกาลเวลาที่บิดเบี้ยว เธอรู้ดีว่าหากเธอตกลง เรื่องราวที่ถูกลืมจะกลายเป็นภาระที่เธอต้องแบกรับไปตลอดกาล แต่ความกระหายในความรู้ที่ฝังรากลึกในใจกลับทำให้เธอไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป

"ข้าตกลง" เธอตอบสั้นๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปสัมผัสหยาดเลือดในถ้วยชาโดยตรง ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากถ้วยชา แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้พื้นหินที่เธอยืนอยู่เริ่มแตกร้าว แรงอัดมหาศาลผลักร่างของเธอให้กระเด็นไปกระแทกกับเสาหินข้างผนัง เลือดสีครามไหลทะลักออกมาจากถ้วยราวกับน้ำพุ สาดกระเซ็นไปทั่วห้องและเปลี่ยนภาพหลอนของวิญญาณในชุดเกราะให้กลายเป็นฝุ่นผงที่ปลิวว่อนไปในอากาศ

ความเงียบกลับคืนสู่ห้องโถงอีกครั้งหลังจากพายุแห่งเวทมนตร์สงบลง เอลาร่าลืมตาขึ้นพบว่าชายชุดดำคนนั้นหายไปแล้ว เหลือเพียงถ้วยชาที่ว่างเปล่าและจดหมายที่ประทับตราครั่งซึ่งถูกเปิดออกวางทิ้งไว้บนพื้น เธอก้มลงหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน ตัวอักษรสีทองที่เขียนด้วยเลือดครามเริ่มจางหายไปทีละตัว เผยให้เห็นแผนที่ของนครใต้ดินที่ถูกลบเลือนไปจากตำนานเมื่อหลายพันปีก่อน

แสงจันทร์เริ่มจางหายไปพร้อมกับการมาถึงของเช้าวันใหม่ เอลาร่าก้าวเดินออกจากห้องโถงนั้นโดยไม่หันกลับไปมองอีก แม้รอยเปื้อนของเลือดสีครามจะยังคงติดอยู่บนปลายนิ้วของเธอ แต่เธอก็รู้ดีว่าการเดินทางครั้งใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ทิ้งไว้เพียงถ้วยชาที่แหลกละเอียดกลายเป็นเศษชิ้นเล็กชิ้นน้อยบนพื้นหินที่เงียบงันและว่างเปล่าตลอดกาล