ในห้องโถงใต้ดินที่แสงตะเกียงสลัวราง เอเลียสใช้ปลายนิ้วสัมผัสกรอบไม้ผุพังที่บรรจุเข็มกลัดรูปมงกุฎดอกไม้แห้งกรอบ กลิ่นอับชื้นของศิลาโบราณผสมกับกลิ่นสาบของเวทมนตร์ที่เสื่อมสลายลอยอบอวลไปทั่วบริเวณราวกับคำเตือนจากบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปนานแล้ว

เขายกมงกุฎนั้นขึ้นมาดูใกล้ๆ ท่ามกลางความมืดมิดที่กดทับ ทันใดนั้นหยดสีแดงสดก็ค่อยๆ ซึมออกมาจากกลีบดอกไม้ที่ดูเหมือนจะตายซากไปนานนับศตวรรษ มันไม่ใช่เลือดของมนุษย์แต่เป็นไอพลังงานที่เย็นเยียบและทรงพลังจนทำให้มือของเขาเริ่มสั่นเทาด้วยความตื่นตระหนก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังทำเอาเอเลียสสะดุ้งสุดตัวจนมงกุฎหลุดมือร่วงลงสู่พื้นหิน บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปเมื่ออากาศธาตุถูกบีบอัดจนกลายเป็นไอหมอกสีเทาจางๆ ที่ก่อตัวเป็นรูปร่างของชายชราผู้มีดวงตาไร้แวว

"เจ้าไม่ควรแตะต้องมงกุฎของราชาผู้สาบสูญหรอกนะเด็กน้อย ของสิ่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อประดับเกียรติยศ แต่มีไว้เพื่อกักขังความโศกเศร้าของอสูรที่ไม่มีวันตายต่างหาก" เสียงแหบพร่าดังก้องในโสตประสาทของเขาพลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีคุกคาม

เอเลียสคว้ามีดสั้นข้างกายขึ้นมาตั้งการ์ดพลางถอยหลังไปจนติดผนังเย็นเฉียบ "ข้าไม่ได้ตั้งใจจะปลุกอะไรทั้งนั้น ข้าเพียงแค่ตามหาคำตอบเรื่องสายเลือดที่ถูกลบเลือนไปจากบันทึกของอาณาจักร" เขาตะโกนตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความมั่นคงแม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก

ชายชราหัวเราะในลำคอก่อนจะชี้มือไปยังหยดสีแดงบนพื้นซึ่งเริ่มแผ่ขยายออกเป็นอักขระโบราณที่ส่องแสงสีเลือดจ้าไปทั่วห้อง "สายเลือดน่ะเหรอ สิ่งที่เจ้าตามหาคือความตายที่สืบทอดต่างหาก ดูสิว่ามงกุฎที่เจ้าทำตกไปมันต้องการอะไรเพื่อจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง" สิ้นคำพูด รอยแยกบนพื้นหินก็ขยายตัวออกกว้างขึ้นจนเห็นเบื้องล่างเป็นห้วงเหวแห่งเปลวเพลิงสีคราม

เอเลียสรู้สึกได้ถึงแรงดึงมหาศาลจากอักขระเหล่านั้นที่พยายามกระชากวิญญาณของเขาให้หลุดออกจากร่าง มงกุฎดอกไม้บนพื้นเริ่มขยับไหว ราวกับมีชีวิตและหิวโหย มันค่อยๆ เลื้อยพันรอบข้อเท้าของเขาเหมือนเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมคมทิ่มแทงลงไปในผิวเนื้อเพื่อสูบฉีดพลังงานชีวิต

เขาพยายามใช้มีดสั้นตัดเถาวัลย์เวทมนตร์เหล่านั้นแต่คมเหล็กกลับหักสะบั้นลงทันทีที่ปะทะกับพลังงานสีแดงเข้ม เสียงกรีดร้องของดวงวิญญาณนับพันดังระงมขึ้นจากทุกทิศทางในห้องใต้ดินแห่งนี้จนเขารู้สึกเหมือนแก้วหูจะแตกสลาย

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ ข้าไม่ใช่เหยื่อของเจ้า!" เอเลียสแผดเสียงพลางรวบรวมพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดของตนเองเข้าไว้ที่ฝ่ามือ ก่อนจะกระแทกลงบนพื้นหินเพื่อสร้างวงแหวนป้องกันตนเอง แรงปะทะทำให้ผนังห้องถล่มลงมาและแสงสว่างจากเวทมนตร์สีขาวบริสุทธิ์ก็พุ่งเข้าปะทะกับไออสูรจนเกิดเป็นแรงระเบิดที่สั่นสะเทือนไปถึงพื้นดินเบื้องบน

ท่ามกลางเศษฝุ่นและซากหินที่กระจัดกระจาย มงกุฎดอกไม้ที่เคยมีหยดเลือดอสูรกลับกลายเป็นเพียงเถ้าถ่านสีดำสนิทที่ปลิวหายไปกับสายลมที่พัดผ่านรอยแยกของผนัง ชายชราหายไปแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวและบาดแผลฉกรรจ์บนข้อมือของเอเลียสที่ยังคงมีไอสีแดงจางๆ ลอยออกมาไม่ขาดสาย

เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นมองดูรอยแผลที่ค่อยๆ กลายเป็นรอยสักอักขระประหลาดที่ขยับเขยื้อนได้เองใต้ผิวหนัง ราชาผู้สาบสูญอาจจะจากไปแล้วแต่ดูเหมือนพันธสัญญาเลือดเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในค่ำคืนนี้เอง ท่ามกลางความมืดที่เข้าปกคลุมอีกครั้งเอเลียสรู้ดีว่าตนเองจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป