ท่ามกลางซากปรักหักพังของนครลอยฟ้าที่ร่วงหล่นลงสู่มหาสมุทรแห่งความมืด เอเลียสเดินฝ่าหมอกควันสีม่วงจางๆ เข้าไปในวิหารที่ไร้หลังคา แสงสลัวจากหิ่งห้อยเวทมนตร์ส่องกระทบให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างราวกับดวงดาวที่ไร้ที่ยึดเหนี่ยว รองเท้าบูทของเขาเหยียบลงบนเศษกระเบื้องโมเสกที่ยังคงมีลวดลายของเทพเจ้าโบราณจางๆ ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงหน้าแท่นหินที่ดูเหมือนจะถูกใครบางคนจงใจวางทิ้งไว้ในมุมอับของห้องโถง
เบื้องหน้าของเขามีตะเกียงแก้วรูปทรงประหลาดวางนิ่งสนิท ผิวแก้วใสไร้รอยขีดข่วนแต่ภายในกลับบรรจุเปลวเพลิงสีทองที่เต้นเร่าราวกับมีชีวิต เอเลียสยื่นมือที่สวมถุงมือหนังที่เปื้อนคราบดินออกไปสัมผัส ทันทีที่ปลายนิ้วแตะถูกเนื้อแก้ว เสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบจากวิญญาณนับพันก็ดังก้องขึ้นในโสตประสาท ทำให้ร่างของเขาสั่นสะท้านด้วยกระแสเวทมนตร์ที่รุนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่
"เจ้าไม่ได้มาเพื่อครอบครอง แต่มารอคอยความพินาศใช่หรือไม่" เสียงทุ้มต่ำดังก้องออกมาจากตะเกียงโดยไม่มีปากพูด เอเลียสถอยหลังกรูดไปพิงกับเสาหินที่แตกร้าว เขารีบชักมีดสั้นที่สลักอักขระกันอาคมออกมาถือไว้แน่นเพื่อเตรียมรับมือกับภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในวินาทีถัดไป
"ข้าเพียงแค่มาตามหาเศษเสี้ยวของวิญญาณที่หายสาบสูญ ไม่ได้ต้องการปลดปล่อยสิ่งที่ควรถูกลืมในที่แห่งนี้" เอเลียสตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง แม้ว่าหัวใจจะเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกก็ตาม เขาสังเกตเห็นว่ารอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนผิวแก้วที่เป็นที่กักขังเพลิงทิพย์นั้นอย่างช้าๆ
เปลวเพลิงสีทองภายในตะเกียงเริ่มขยายตัวและแผ่ความร้อนระอุออกมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากการกระทบกระแทก แต่มันเกิดจากอำนาจที่พยายามจะทะลวงออกมาสู่โลกภายนอก เอเลียสขยับตัวเข้าไปใกล้แท่นหินอีกครั้งเพื่อพยายามร่ายเวทผนึกปิดรอยรั่ว แต่กระแสพลังงานที่ถาโถมเข้ามากลับผลักให้เขากระเด็นไปติดผนังวิหารอย่างแรงจนเลือดซึมออกมาจากมุมปาก
"ผนึกของเจ้ามันเก่าเกินไปเสียแล้ว มนุษย์ผู้โง่เขลา" เปลวเพลิงเริ่มพุ่งทะลุรอยร้าวออกมาเป็นเส้นสายสีทองที่คดเคี้ยวราวกับงูพิษ มันล้อมรอบตัวเอเลียสไว้ในวงแหวนเพลิงที่ร้อนจัดจนกลิ่นไหม้ของเสื้อผ้าเริ่มโชยมาตามลม เอเลียสกัดฟันกรอดพยายามตั้งสมาธิรวบรวมมานาที่เหลืออยู่ในกายเพื่อสร้างโล่ป้องกัน แต่มันดูเหมือนจะไร้ผลต่อเปลวเพลิงที่มีต้นกำเนิดมาจากยุคสมัยก่อนการถือกำเนิดของดวงดาว
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เศษหินบนเพดานวิหารเริ่มร่วงหล่นลงมาตามแรงสั่นสะเทือนมหาศาล เอเลียสตัดสินใจทิ้งมีดสั้นในมือแล้วคว้าเอาสร้อยคอผลึกแก้วที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กขึ้นมาถือไว้ เขาตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะสู้รบกับเปลวเพลิง แต่เป็นการยอมรับพลังที่เขาสืบทอดมาโดยไม่รู้ตัวมาตลอดชีวิต
"ถ้าเจ้าต้องการอิสรภาพ ก็จงร่วมทางไปกับข้าแทนที่จะทำลายทุกสิ่งในที่แห่งนี้" เขาตะโกนฝ่าเสียงคำรามของเปลวเพลิงที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น เอเลียสเปิดผนึกสร้อยคอผลึกแก้วออกจนแสงสีฟ้าอ่อนสว่างวาบไปทั่วโถงวิหาร มันทำหน้าที่เป็นภาชนะใหม่ที่ดึงดูดเปลวเพลิงสีทองให้ไหลเข้าหาอย่างช้าๆ ราวกับน้ำที่ไหลลงสู่ร่องลึก
ความร้อนมหาศาลค่อยๆ ลดลงจนเหลือเพียงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากผลึกแก้วในมือของเขา ตะเกียงแก้วที่เคยบรรจุเพลิงทิพย์แตกละเอียดเป็นผงฝุ่นกระจายไปตามพื้นวิหาร เอเลียสทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนแรง เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายบนใบหน้าของเขาในขณะที่เปลวเพลิงสีทองนั้นสงบนิ่งลงภายในผลึกแก้วอย่างว่าง่ายดาย
เขาหยิบผลึกแก้วขึ้นมาดู เห็นเพียงเงาของเปลวเพลิงที่ไหวระริกอยู่ลึกเข้าไปข้างในราวกับกำลังรอคอยโอกาสที่จะกลับมาลุกโชนอีกครั้ง เอเลียสลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลและมองไปรอบๆ วิหารที่เงียบสงัดลงหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ระทึกขวัญมาได้เพียงครู่เดียว เขาหันหลังเดินออกจากวิหารทิ้งไว้เพียงเศษซากของกาลเวลาที่ถูกทำลายลงโดยเจตจำนงที่ไม่อาจยับยั้งได้
หมอกควันสีม่วงภายนอกเริ่มจางหายไป เผยให้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นที่สาดส่องผ่านหมู่เมฆลงมายังซากนครลอยฟ้าแห่งนี้ เอเลียสกำผลึกแก้วในมือแน่นแล้วก้าวเดินต่อไปสู่เส้นทางที่มองไม่เห็นเบื้องหน้า โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาเพิ่งจะกักขังไว้ในมือ คือจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่โลกเวทมนตร์ยังไม่พร้อมที่จะรับมือ