กรุงเทพมหานคร – พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนชาวไทยต้องแบกรับมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี หรือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 จนถึงปี พ.ศ. 2568 ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 1.09 ล้านล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการที่ภาครัฐได้ให้การอุดหนุนโรงไฟฟ้าเอกชน ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) โดยที่ประชาชนผู้เสียภาษีซึ่งเป็นเจ้าของเงินทุนส่วนใหญ่ กลับไม่เคยได้รับการขอความเห็นชอบหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายดังกล่าวเลย

ภาระอันหนักอึ้งนี้เกิดขึ้นจากกลไกหลักสองประการที่ถูกออกแบบมา ซึ่งประการแรกคือ “กับดักราคารับซื้อไฟฟ้า” ผ่านระบบ Adder และ Feed-in Tariff (FiT) ที่รัฐยอมรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงกว่าต้นทุนตลาดทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบบ Adder เป็นการจ่ายเงินส่วนเพิ่มจากราคาฐานไฟฟ้า ส่วนระบบ FiT ที่มาแทนนั้น กำหนดราคารับซื้อแบบคงที่ตลอดอายุสัญญา ซึ่งส่วนต่างของราคา FiT กับราคาขายส่งไฟฟ้า หรือ FiTa นี้เองที่ถูกนำไปคำนวณรวมเป็นค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายกันทุกเดือน นอกจากนี้ยังมี “ค่าความพร้อมจ่าย” ซึ่งเป็นเงินที่รัฐต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชน เพื่อให้โรงไฟฟ้าเหล่านั้นอยู่ในสถานะพร้อมผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา แม้ว่าในขณะนั้นจะไม่ได้มีการผลิตไฟฟ้าจริงก็ตาม กลไกนี้เป็นการผลักภาระความเสี่ยงทางธุรกิจจากผู้ประกอบการไปยังประชาชนผู้บริโภคโดยตรง

เมื่อพิจารณาเงินอุดหนุนจำนวน 1.09 ล้านล้านบาท พบว่าสามารถแบ่งออกเป็นส่วนของสัญญาแบบ Firm ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “ค่าความพร้อมจ่าย” เป็นมูลค่าประมาณ 4.4 แสนล้านบาท และส่วนของสัญญาแบบ Non-Firm ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลังงานหมุนเวียน มีมูลค่าประมาณ 6.4 แสนล้านบาท การจัดสรรงบประมาณในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดที่อาจขาดการวางแผนด้านการบริหารจัดการต้นทุนให้สมดุล การดำเนินการของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงถูกตั้งคำถามว่ามีการ “ปล่อยเกียร์ว่าง” หรือไม่ จนนำไปสู่โครงสร้างราคาค่าไฟฟ้าที่ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

เรื่องนี้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยแนะนำให้รัฐบาลพิจารณากำหนดเพดานกำลังการผลิตไฟฟ้าของภาคเอกชนและกำลังสำรองของระบบไฟฟ้าให้มีความเหมาะสม ไม่ให้สูงเกินความจำเป็นจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพลังงานที่ไม่เป็นธรรมนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหารายจ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะค่าครองชีพและค่าไฟฟ้า ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจพบว่าเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของประชาชน ไฟฟ้าถือเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต และตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องบริหารจัดการ โดยรัฐต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ด และการให้บริการต้องไม่เป็นภาระแก่ประชาชนเกินสมควร