ในสถานีสำรวจอวกาศเซกเตอร์เก้าที่ลอยคว้างอยู่กลางความว่างเปล่า อะลันกวาดไฟฉายผ่านกองขยะโลหะที่เต็มไปด้วยคราบสนิมจากละอองไอออน แสงสีฟ้าหม่นจากรอยแยกของผนังสถานีส่องให้เห็นกล่องดนตรีโลหะทรงเหลี่ยมที่วางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะทำงานที่ไร้สภาพ มันดูแปลกแยกจากเศษซากเทคโนโลยีพังพินาศรอบตัว ราวกับว่ามันรอคอยใครบางคนมาไขลานแห่งความทรงจำนี้มานานนับศตวรรษ

เขายื่นมือที่สวมถุงมือกันรังสีออกไปสัมผัสพื้นผิวโลหะเย็นเฉียบ ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงบนเฟืองเหล็กที่ขึ้นสนิม กล่องดนตรีก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรงจนฝุ่นผงจากการกัดกร่อนฟุ้งกระจายไปในอากาศ แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ได้เกิดจากกลไกทางฟิสิกส์ปกติ แต่เป็นพลังงานรังสีเข้มข้นที่เต้นเร่าอยู่ภายในราวกับหัวใจที่พยายามหวนกลับมาเต้นอีกครั้ง อะลันขมวดคิ้วแน่นขณะที่เสียงดนตรีบิดเบี้ยวเริ่มดังแว่วออกมาจากช่องว่างของฝากล่อง

"ทำไมกลไกนี้ถึงยังมีพลังงานเหลืออยู่ ทั้งที่แกนปฏิกรณ์ดับไปนานแล้ว" อะลันพึมพำกับตัวเองขณะพยายามหมุนไขลานอย่างแผ่วเบา เสียงของเขาสั่นเครือท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับสถานี เขาถอยห่างออกมาหนึ่งก้าวเมื่อเห็นแสงสีม่วงเรืองรองพุ่งออกมาจากรอยต่อของกล่องโลหะ มันไม่ใช่แค่ดนตรี แต่มันคือการถ่ายทอดสัญญาณของดวงดาวที่แตกสลายไปแล้วผ่านคลื่นรังสีที่ถูกกักขังไว้ภายใน

ซาร่าที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างออกไปรีบก้าวเข้ามาใกล้พร้อมเครื่องสแกนพลังงานในมือ เธอปรับค่าความถี่ของหน้าจอโฮโลแกรมอย่างรวดเร็วเพื่อวิเคราะห์สัญญาณที่กล่องดนตรีปล่อยออกมา "อย่าแตะมันอีก อะลัน แรงดันอนุภาคในนั้นสูงจนอาจจะทำให้โครงสร้างอะตอมของมือคุณสลายไปได้ทุกเมื่อ" เธอเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล มือที่ถือเครื่องสแกนสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นกราฟความถี่พุ่งสูงขึ้นจนเกินขีดจำกัด

อะลันไม่ได้ฟังคำเตือนนั้น เขากลับค่อยๆ เปิดฝากล่องออกจนสุด ทันใดนั้นพื้นที่โดยรอบก็บิดเบี้ยวด้วยแรงโน้มถ่วงที่ผันผวน เศษโลหะรอบตัวเริ่มลอยคว้างขึ้นสู่เพดานตามคลื่นรังสีที่แผ่กระจายออกมาเป็นระลอก "เธอดูสิ มันไม่ใช่เครื่องจักรแต่มันคือคลังเก็บความทรงจำของกลุ่มก๊าซที่ตายไปแล้ว" เขาตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางกระแสคลื่นที่ปั่นป่วน

ซาร่าพยายามดึงตัวเขาออกมาจากบริเวณนั้น แต่แรงดึงดูดของอนุภาคที่หนาแน่นทำให้การเคลื่อนไหวของเธอเชื่องช้าลง "เราต้องปิดมัน ไม่อย่างนั้นทั้งสถานีจะถูกกลืนหายไปในหลุมดำขนาดจิ๋วที่กำลังก่อตัวตรงกลางกล่องนั่น" เธอคว้าข้อมือของอะลันไว้แน่น ทั้งคู่พยายามต้านทานแรงดึงดูดมหาศาลที่ฉุดรั้งร่างกายให้พุ่งเข้าหาแหล่งกำเนิดพลังงานที่กำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง

อะลันใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักฝากล่องดนตรีให้ปิดลงพร้อมกับกระแทกมือลงไปบนกลไกหยุดจังหวะ รังสีสีม่วงที่เคยเรืองรองดับวูบลงทันที แรงดึงดูดที่น่าสะพรึงกลัวสลายไปในพริบตา ทำให้ร่างของทั้งสองกระแทกเข้ากับพื้นโลหะอย่างแรงท่ามกลางความเงียบที่กลับคืนมาอีกครั้ง กลิ่นโอโซนจางๆ ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศขณะที่กล่องดนตรีกลับไปนิ่งสนิทราวกับไม่เคยมีสิ่งใดเกิดขึ้น

ซาร่านอนหอบหายใจอยู่บนพื้น เธอจ้องมองไปยังกล่องโลหะที่แน่นิ่งนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "ถ้าเราปล่อยให้มันเล่นต่อไปจนจบ เพลงนั้นอาจจะทำให้เราหลุดออกจากมิติเวลาไปตลอดกาล" เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาขณะที่พยายามพยุงตัวขึ้นนั่ง มือของเธอยังคงสั่นเทาจากการเผชิญหน้ากับพลังงานที่มนุษย์ไม่ควรครอบครอง

อะลันหยิบกล่องดนตรีนั้นขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่กล้าเปิดมันอีกแต่ความรู้สึกถึงความร้อนจากภายในกล่องยังคงอบอวลอยู่ที่ฝ่ามือ เขาเดินไปที่ช่องระบายอากาศของสถานีแล้วมองออกไปสู่ความมืดมิดของอวกาศเบื้องนอกที่ไร้ดาวดวงใดส่องสว่าง เขาตัดสินใจวางมันไว้บนขอบเหล็กที่เชื่อมต่อกับอวกาศภายนอก ก่อนจะกดปุ่มปลดล็อกประตูฉุกเฉินให้มวลอากาศที่เหลืออยู่พัดพากล่องดนตรีออกไปสู่ความเวิ้งว้าง

กล่องดนตรีลอยละล่องออกไปในสุญญากาศ กลายเป็นจุดแสงเล็กๆ ที่ค่อยๆ ห่างออกไปจนลับตา ทิ้งไว้เพียงรอยคราบจางๆ ของไอออนบนแผ่นโลหะที่เขาเคยสัมผัส อะลันหันหลังกลับเดินเข้าสู่ความมืดของสถานี ทิ้งความทรงจำของดวงดาวที่แตกสลายให้คงอยู่เพียงในห้วงอวกาศที่ไม่มีใครเข้าถึงตลอดกาล