สายฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีเก่าในห้องเช่าแคบๆ กลิ่นอับชื้นของกระดาษและไม้ผุพจน์อบอวลไปทั่วบรรยากาศขณะที่รินรดาพยายามพลิกหน้ากระดาษสมุดบันทึกเล่มหนาที่ผ่านการแช่น้ำมาเนิ่นนาน ตัวอักษรสีน้ำเงินจางหายไปจนแทบมองไม่เห็น เหลือเพียงรอยกดของปลายปากกาที่ฝากรอยลึกเอาไว้ราวกับความเจ็บปวดที่ยังคงฝังรากอยู่ในใจของเธอ
เธอนั่งอยู่ตรงนั้นมานานหลายชั่วโมง แสงไฟจากหลอดนีออนกะพริบถี่ราวกับจะดับลงทุกขณะที่เธอพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวของความรักที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง เสียงเคาะประตูไม้ดังขึ้นเบาๆ เป็นจังหวะที่คุ้นเคยจนหัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ มือของเธอสั่นเทาขณะที่เอื้อมไปเปิดประตูเพื่อพบกับชายหนุ่มที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายปี
“ผมรู้ว่าคุณจะอยู่ที่นี่” ธันวาเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ สายตาของเขาจับจ้องไปยังสมุดบันทึกในมือของหญิงสาวด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก เขาขยับตัวเข้ามาภายในห้องอย่างถือวิสาสะก่อนจะวางกล่องไม้เก่าๆ ใบหนึ่งลงบนโต๊ะไม้ที่ขาข้างหนึ่งโยกเยกไปมา
“คุณมาที่นี่ทำไมในวันที่ทุกอย่างมันกลายเป็นเพียงแค่เศษซากไปแล้ว” รินรดากล่าวเสียงเรียบขณะที่พยายามซ่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง เธอไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ เพราะกลัวว่าภาพจำในอดีตจะทำให้เธอกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เหมือนที่ผ่านมา
ธันวานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ที่ฝุ่นจับหนา เขาหยิบกลีบดอกไม้แห้งสีซีดจางออกมาจากกล่องไม้ใบนั้นแล้ววางมันลงบนสมุดบันทึกที่เปิดค้างอยู่ “ผมเก็บมันไว้ตั้งแต่วันที่เราแยกทางกันที่สถานีรถไฟ กลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นในวันนั้นมันยังคงแห้งกรังอยู่ในใจผมเสมอ”
“มันสายเกินไปแล้วธันวา ทุกอย่างในสมุดเล่มนี้มันเปียกชื้นจนอ่านไม่รู้เรื่องแล้ว” รินรดาตอบพลางใช้นิ้วลูบผ่านรอยเปื้อนสีจางบนกระดาษ ความรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอกราวกับมีก้อนหินก้อนใหญ่ถ่วงทับหัวใจเอาไว้จนแทบหายใจไม่ออก
ชายหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้จนเธอได้กลิ่นอายของฝนและกลิ่นกาแฟจางๆ จากตัวเขา เขาคว้ามือของเธอมากุมไว้เบาๆ สัมผัสที่เย็นเยียบจากมือของเขาส่งผ่านไปยังหัวใจของเธออย่างน่าประหลาดใจ “ผมไม่ได้มาเพื่ออ่านเรื่องราวในอดีต แต่ผมมาเพื่อเขียนหน้ากระดาษใหม่ร่วมกับคุณในวันที่มีฝนตกแบบนี้อีกครั้ง”
คำพูดของเขาสั่นคลอนกำแพงที่เธอสร้างไว้มาตลอดหลายปี รินรดาเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างจริงจัง ครั้งนี้เธอไม่ได้มองหาความผิดหวังในดวงตาของเขาอีกต่อไป แต่เธอกลับเห็นประกายความหวังที่ริบหรี่แต่ทว่ามั่นคงพอที่จะทำให้เธอเริ่มเชื่อในปาฏิหาริย์อีกครั้ง
เธอตัดสินใจวางสมุดบันทึกเล่มนั้นลงบนพื้นห้อง ก่อนจะลุกขึ้นยืนเคียงข้างเขา ทั้งสองคนยืนมองออกไปนอกหน้าต่างที่ฝนยังคงตกหนักไม่หยุดหย่อน มือที่กุมกันไว้นั้นอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดของห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความทรงจำที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วยรอยจุมพิตที่แผ่วเบาและยาวนาน
ท่ามกลางเสียงฝนที่กระทบกระจกหน้าต่าง กระดาษที่เปียกชื้นในสมุดบันทึกถูกลมพัดจนปลิวไปตามกระแสอากาศ กลีบดอกไม้แห้งกลายเป็นผุยผงร่วงหล่นลงบนพื้นไม้เก่าๆ ราวกับเครื่องหมายของการสิ้นสุดความโศกเศร้าที่ยาวนาน และการเริ่มต้นของจังหวะชีวิตใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด