สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายกระทบหน้าต่างไม้บานเก่าจนเกิดเสียงดังระงมไปทั่วห้องทำงานที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของหนังสือเก่าและกระดาษที่ถูกทิ้งไว้ตามมุมห้อง รินดาเอนหลังพิงเก้าอี้ไม้ตัวเดิมที่เธอเคยนั่งมานานนับสิบปี พลางทอดสายตามองปลอกหมอนผ้าฝ้ายสีซีดจางที่วางอยู่บนโซฟาข้างตัว มันเป็นสิ่งของชิ้นเดียวที่ยังคงหลงเหลือกลิ่นจางๆ ของน้ำหอมผสมกับกลิ่นไอฝนอันเป็นเอกลักษณ์ของใครบางคนที่จากไปนานแสนนาน
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องก่อนที่มันจะถูกเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงของชายหนุ่มในชุดกันฝนที่เปียกปอนไปครึ่งตัว เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นราวกับกำลังปรับสายตาให้เข้ากับแสงไฟสลัวภายในห้อง ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งหยุดอยู่ที่ร่างบางบนเก้าอี้ตัวนั้น ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับกาลเวลาได้หยุดหมุนลงชั่วขณะ
"ผมคิดว่าคุณคงไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว" รินดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะที่มือเรียวบางกำแน่นอยู่ที่พนักเก้าอี้จนเห็นเส้นเลือด เธอไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้นไปหา แต่กลับจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสับสนและโหยหา ราวกับกำลังกลัวว่าหากเธอขยับตัวไปแม้แต่นิดเดียว ภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นเพียงหมอกควันไป
ชายหนุ่มถอดเสื้อกันฝนออกอย่างเชื่องช้าแล้ววางมันลงข้างประตู ก่อนจะก้าวเดินเข้ามาในห้องช้าๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว กลิ่นฝนที่ติดตัวเขามานั้นชัดเจนยิ่งขึ้นจนรินดาแทบหยุดหายใจ เขาส่งยิ้มบางๆ ที่ดูหม่นเศร้าก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "ผมพยายามหนีมันมาตลอด แต่สุดท้ายกลิ่นของที่นี่ก็ดึงผมกลับมาหาคุณเสมอ"
เขายื่นมือออกมาแตะที่ปลอกหมอนใบเก่านั้นเบาๆ ราวกับเป็นการทักทายความทรงจำที่ถูกทิ้งไว้ รินดาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเขาโดยไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาอีก เธอสัมผัสได้ถึงไอเย็นจากร่างของเขาที่ปะทะกับผิวหนัง แต่สิ่งที่รุนแรงกว่าคือแรงดึงดูดของหัวใจที่เต้นรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันท่ามกลางเสียงฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำอยู่ภายนอก
"ถ้าคุณจากไปอีกครั้ง ผมคงไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยวแล้ว" รินดากล่าวพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอขึ้นมาที่ดวงตาคู่สวย มือของเธอเอื้อมไปแตะที่ต้นแขนของเขาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือความจริงไม่ใช่ความฝันที่เธอเพ้อไปเอง ชายหนุ่มคว้ามือของเธอไว้แล้วกุมมันด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายไปตามกาลเวลา
เขาก้มหน้าลงซบที่ไหล่ของเธออย่างอ่อนแรงแล้วกระซิบเสียงแผ่ว "ผมจะไม่ไปไหนอีกแล้ว ตราบใดที่กลิ่นฝนยังคงตกค้างอยู่ในห้องนี้ ผมก็จะอยู่ที่นี่กับคุณตลอดไป" ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจของรินดา มันไม่ใช่เพียงแค่ความโหยหา แต่มันคือการเริ่มต้นใหม่ที่เปียกปอนไปด้วยหยาดฝนแห่งการให้อภัย ทั้งคู่โอบกอดกันท่ามกลางความมืดมิดที่ค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยแสงดาวรำไรที่เริ่มส่องประกายผ่านเมฆฝน
เมื่อพายุเริ่มสงบลง ทั้งสองยังคงนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดิมโดยมีปลอกหมอนใบนั้นวางอยู่ระหว่างกลางเหมือนเป็นพยานของคำสัญญาระหว่างคนสองคน รินดามองออกไปนอกหน้าต่างที่ตอนนี้เริ่มเห็นท้องฟ้าแจ่มใสกว่าเดิม ความกังวลที่เคยเกาะกินใจค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับหยดน้ำที่ระเหยจากพื้นดิน กลิ่นดินหลังฝนยังคงอบอวล แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่กลิ่นของความเหงาอีกต่อไป แต่มันคือกลิ่นของอนาคตที่พวกเขาจะได้สร้างร่วมกันใหม่จากเศษเสี้ยวของอดีตที่เคยแตกสลาย