แสงแดดยามอัสดงอาบไล้ไปทั่วสวนกุหลาบสีซีดจางที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ร่างสูงของชายหนุ่มในชุดสูทสีเทาหม่นยืนนิ่งอยู่หน้าซุ้มประตูไม้ที่ผุพัง นิ้วมือของเขาสั่นไหวเล็กน้อยขณะเอื้อมไปแตะกลีบดอกไม้ที่ร่วงหล่นลงบนพื้นดินเย็นเฉียบ กลิ่นอายของความเหงาอบอวลอยู่ในอากาศราวกับมีใครบางคนเพิ่งจะเดินผ่านไปทิ้งไว้เพียงไออุ่นที่เลือนหาย
เขาจำได้ดีว่าที่แห่งนี้เคยมีเสียงหัวเราะใสกระจ่างดังก้องกังวานทุกครั้งที่สายลมพัดผ่านกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ รินดาเคยนั่งอยู่ตรงม้านั่งหินอ่อนตัวเก่าตัวนั้น เธอมักจะถักทอพวงมาลัยจากดอกไม้ป่าด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจราวกับโลกทั้งใบถูกรวมไว้ในมือเล็กๆ คู่นั้น ทว่าวันนี้กลับเหลือเพียงความว่างเปล่าที่บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกจนเขาแทบหายใจไม่ออก
สายลมเย็นจัดพัดหอบเอาละอองเกสรปลิวว่อนไปทั่วราวกับเป็นการต้อนรับการกลับมาของคนแปลกหน้า เขาก้าวเท้าเดินไปตามทางเดินหินที่ถูกปกคลุมด้วยมอสสีเขียวเข้ม พื้นผิวของหินแต่ละก้อนดูเหมือนจะจดจำรอยเท้าของพวกเขาได้ดี ในใจของเขายังคงหวังลึกๆ ว่าถ้าหากเดินไปจนสุดทาง สายตาเขาจะได้พบกับเงาร่างของหญิงสาวที่เขารอคอยมาตลอดชั่วชีวิต
“คุณยังมาที่นี่อีกหรือคะ” เสียงหวานแผ่วเบาดังขึ้นจากด้านหลังท่ามกลางความเงียบงัน เขารีบหันกลับไปมองทันทีแต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าที่มีเพียงเงาไม้ไหวเอนตามแรงลม หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นผสมกับความหวาดหวั่นที่ยากจะอธิบายได้ว่าเป็นความจริงหรือเพียงภาพหลอนที่เขาสร้างขึ้นมาเอง
“ฉันอยู่ที่นี่เสมอ ไม่เคยจากไปไหนไกลเลย” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ชัดเจนขึ้นราวกับกระซิบอยู่ข้างหู เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาอีกครั้งก่อนจะพบหญิงสาวคนหนึ่งในชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตายืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ผลิใบสะพรั่งผิดฤดูกาล ดวงตาของเธอมีประกายของความเศร้าสร้อยซ่อนอยู่ลึกๆ แต่ทว่ารอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้ากลับดูอบอุ่นอย่างประหลาด
เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปหาเธออย่างระมัดระวังราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะสลายกลายเป็นหมอกควันไปเพียงแค่เขาสัมผัสถูกตัวเธอ “รินดา... นั่นเธอใช่ไหม หรือว่าฉันกำลังฝันไปท่ามกลางเศษซากของความทรงจำที่แตกสลาย” เขาเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ มือของเขาค่อยๆ ยื่นออกไปหมายจะแตะต้องใบหน้าของหญิงสาวที่เขาเฝ้าคิดถึงในทุกค่ำคืน
“ความฝันหรือความจริงมันสำคัญมากนักหรือคะ ในเมื่อตอนนี้เราต่างก็ยืนอยู่ตรงนี้ด้วยกันแล้ว” เธอกล่าวตอบพร้อมกับยื่นมือออกมาต้อนรับสัมผัสจากเขา นิ้วมือของเธอสัมผัสลงบนฝ่ามือของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา ความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านผ่านเข้ามาทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกกระชากกลับสู่ความเป็นจริงที่เจ็บปวด ทว่าความอบอุ่นที่หัวใจกลับบอกให้เขารู้สึกตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
เหตุการณ์บางอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลงไปรอบตัวเมื่อดอกไม้สีซีดจางที่ร่วงหล่นบนพื้นเริ่มเปลี่ยนสีกลับมาเป็นสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ราวกับว่าเวลาได้ไหลย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของพวกเขา แสงสีทองส่องประกายสว่างไสวไปทั่วสวนจนเขารู้สึกแสบตา แต่เขาก็ไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าของรินดาแม้แต่วินาทีเดียว
“เราเหลือเวลาไม่มากนักหรอกนะ ก่อนที่แสงสุดท้ายของวันนี้จะดับลง” เธอเอ่ยพลางดึงมือเขาให้เดินไปนั่งบนม้านั่งหินอ่อนตัวเดิมที่พวกเขาเคยใช้เวลาด้วยกันนานนับชั่วโมง ความใกล้ชิดในนาทีนี้ทำให้เขารู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียวราวกับบทเพลงที่ถูกบรรเลงด้วยความรักที่ไม่มีวันจบสิ้น
เขาก้มหน้าลงซบที่ไหล่ของเธออย่างหมดแรงใจ ขณะที่หยาดน้ำตาเม็ดเล็กๆ เริ่มไหลรินลงบนผ้าชุดกระโปรงสีขาวของหญิงสาว “ถ้าวันนี้ต้องจบลงด้วยการจากลาอีกครั้ง ฉันคงไม่มีแรงพอที่จะกลับมาที่นี่เพื่อรอเธออีกต่อไปแล้ว” เขาตัดพ้อด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บงำมานานหลายปี
“ความรักของเราไม่ใช่การรอคอยที่สิ้นหวัง แต่มันคือพันธสัญญาที่ผูกมัดเราไว้ด้วยกันตลอดกาล” รินดาประคองใบหน้าของเขาให้เงยขึ้นก่อนจะบรรจงจูบลงบนหน้าผากของเขาอย่างนุ่มนวล ราวกับจะลบเลือนความเจ็บปวดทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญในระหว่างที่เธอหายไปจากโลกใบนี้
ทันใดนั้นท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามสดใสกลับเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มของยามค่ำคืน หมู่ดาวเริ่มปรากฏขึ้นทีละดวงราวกับผืนผ้าใบที่ถูกแต้มด้วยสีเงินวาววับ บรรยากาศรอบตัวเริ่มเลือนลางกลายเป็นกลุ่มควันสีจางๆ ที่ค่อยๆ หายไปในอากาศธาตุ เขาพยายามคว้ามือเธอเอาไว้ให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สัมผัสนั้นกลับค่อยๆ จางหายไปราวกับอากาศธาตุ
เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางสวนที่เงียบสงัดและรกร้างดังเดิม แสงจันทร์สาดส่องลงมาบนม้านั่งหินอ่อนที่เย็นเฉียบไร้ซึ่งเงาของผู้คน มีเพียงกลีบดอกกุหลาบสีแดงสดดอกหนึ่งวางอยู่บนม้านั่งตรงจุดที่เธอเคยนั่งอยู่ก่อนหน้านี้ เขายกมือขึ้นสัมผัสกลีบดอกไม้นั้นด้วยความอาวรณ์ก่อนจะพบว่ามันยังคงมีความอุ่นหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
เขานั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นเป็นเวลานานภายใต้แสงจันทร์ที่เงียบเหงา ในใจยังคงจดจำสัมผัสและคำพูดของเธอได้อย่างชัดเจนราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง สายลมพัดผ่านสวนอีกครั้งพาเอาเศษใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่วราวกับเป็นการร่ำลาครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะตัดสินใจลุกขึ้นยืนและเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนพื้นดินและหัวใจที่ได้รับเติมเต็มด้วยความรักที่ไม่มีวันเลือนหายตามกาลเวลา