แสงสีม่วงเรืองรองลอดผ่านรอยแยกของผนังสถานีวิจัยลอยฟ้า เอเลียสมองดูอนุภาคของฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างอยู่นิ่งสนิทในอากาศราวกับเวลาถูกแช่แข็งไว้ด้วยพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็น มือของเขาที่สวมถุงมือหนาเตอะค่อยๆ เอื้อมไปสัมผัสกับแผงควบคุมที่กำลังส่งเสียงร้องเตือนเป็นจังหวะต่ำๆ คล้ายกับเสียงหัวใจของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นจากภวังค์
แรงสั่นสะเทือนจากภายนอกทำให้พื้นเหล็กใต้ฝ่าเท้าสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเขาทรงตัวแทบไม่อยู่ เอเลียสคว้าขอบโต๊ะทำงานไว้แน่นขณะที่สายตาเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่างบานหนา ซึ่งเผยให้เห็นภาพของกลุ่มดาวที่บิดเบี้ยวจนกลายเป็นเส้นแสงสีรุ้งยาวเหยียดราวกับพู่กันที่ตวัดผ่านผืนผ้าใบแห่งความมืดมิด นี่ไม่ใช่เรื่องปกติของระบบนำทางในอวกาศส่วนนี้ แต่มันคือสัญญาณของการล่มสลายของมิติที่พวกเขาพยายามจะทำความเข้าใจมาตลอดหลายปี
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของสารวัตรลินดาเร่งรีบเข้ามาในห้องควบคุม เธอขยับหน้ากากออกซิเจนที่สวมอยู่เล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "เอเลียส เราต้องออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้ ระบบกักเก็บพลังงานมิติที่สี่กำลังจะระเบิดและฉีกกระชากสถานีนี้ให้กลายเป็นเศษผงในพริบตาเดียว" เธอพยายามควบคุมสติแม้ดวงตาจะฉายแววหวาดวิตกอย่างเห็นได้ชัด
เอเลียสไม่ได้หันกลับไปมองเขาเพียงแค่กดปุ่มยืนยันการถ่ายโอนข้อมูลชุดสุดท้ายลงในหน่วยความจำสำรอง "ถ้าเราออกไปตอนนี้ ทุกอย่างที่เราศึกษามาจะถูกทิ้งไว้ในหลุมดำที่ไร้ขอบเขต เธอเข้าใจไหมว่าข้อมูลนี้สำคัญแค่ไหนต่อมวลมนุษยชาติ" เขาโต้กลับเสียงเรียบขณะที่นิ้วมือยังคงรัวบนแป้นกดเพื่อตั้งค่ารหัสผ่านที่ซับซ้อน
ลินดาก้าวเข้ามาใกล้แล้วคว้าไหล่เขาไว้แน่นเพื่อบังคับให้เขาหันมาเผชิญหน้า "ความรู้ไม่มีค่าอะไรหรอนะถ้าเราต้องตายที่นี่ เพื่อช่วยให้คนอื่นรอดไปได้เราต้องตัดการเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานหลักเดี๋ยวนี้" เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาเพื่อหาความเห็นใจหรือความหวังที่ริบหรี่ แต่สิ่งที่พบมีเพียงความมุ่งมั่นที่น่ากลัว
แรงดึงดูดภายในห้องเริ่มแปรปรวนจนสิ่งของบนโต๊ะลอยละล่องไปมาในอากาศราวกับอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักที่ผิดเพี้ยน เอเลียสคว้าแก้วน้ำที่ลอยผ่านหน้าไปก่อนจะโยนมันทิ้งไปอย่างไม่ใยดี "ผมจะทำหน้าที่ของผมจนวินาทีสุดท้าย ส่วนเธอถ้ากลัวตายก็ไปที่แคปซูลหลบภัยซะ ผมไม่รั้งเธอไว้หรอก" เขาหันกลับไปที่หน้าจออีกครั้งโดยไม่สนใจความโกลาหลที่เกิดขึ้นรอบตัว
ลินดาเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะถอยหลังออกไปสองสามก้าว เธอรู้ดีว่าไม่มีทางเปลี่ยนใจนักวิทยาศาสตร์คนนี้ได้ "งั้นก็ขอให้โชคดีกับผลึกแห่งความจริงที่เธอโหยหา หวังว่ามันจะคุ้มค่ากับชีวิตของเธอ" เธอหันหลังเดินกลับออกไปทิ้งให้เอเลียสเผชิญกับความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจเพียงลำพังภายในห้องที่มีเพียงแสงไฟกะพริบถี่ๆ
สถานีเริ่มเอียงตัวอย่างรุนแรงเมื่อโครงสร้างเหล็กกล้าถูกบิดงอจากแรงกดดันของช่องว่างมิติ เอเลียสตัดสินใจดึงคันโยกฉุกเฉินเพื่อให้หน่วยความจำดีดตัวออกจากตัวสถานีโดยอัตโนมัติ ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าสีขาวโพลนพุ่งทะลุเข้ามาจากรอยแยกมิติที่กำลังขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไปจนหมดสิ้น
เขาหลับตาลงรับรู้ถึงแรงมหาศาลที่ฉุดกระชากร่างกายให้เบาหวิวราวกับขนนก ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ไม่มีทั้งทิศทางและเวลา เอเลียสสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างก่อนที่ความมืดมิดจะเข้ามาปกคลุมสติสัมปชัญญะทั้งหมดของเขาเอาไว้จนไม่เหลือร่องรอยของตัวตน
ในความเงียบสงัดชั่วกัปชั่วกัลป์ หน่วยความจำใบเล็กสีเงินวาววับลอยละล่องอยู่ในอวกาศที่ว่างเปล่าราวกับเศษขยะดวงดาวที่ไม่มีใครต้องการ มันเปล่งแสงวูบวาบออกมาเป็นจังหวะคล้ายสัญญาณชีพจรที่เต้นช้าๆ ท่ามกลางความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุดนั้นเอง ไม่มีใครรู้ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะไปตกอยู่ในมือของใคร หรือมันจะเป็นเพียงแค่ตำนานที่ถูกลืมเลือนไปพร้อมกับสถานีวิจัยที่หายสาบสูญ