แสงสีฟ้าจางๆ สะท้อนผ่านหมวกนิรภัยของเอเลียสขณะที่เขาก้าวเข้าสู่ใจกลางหอคอยทรงกระบอกที่ลอยเคว้งอยู่ในเขตสุญญากาศของเนบิวลาสีเลือด พื้นที่รอบตัวเขาเต็มไปด้วยละอองอนุภาคที่เต้นระบำอย่างเชื่องช้าในสภาวะไร้น้ำหนัก ราวกับว่ากฎฟิสิกส์ถูกบิดเบือนให้กลายเป็นเพียงความทรงจำที่เลือนรางในสถานที่แห่งนี้ ทุกก้าวย่างของเขาทำให้เกิดระลอกคลื่นในชั้นบรรยากาศที่เบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้ เอเลียสตรวจสอบอุปกรณ์วัดค่ารังสีบนข้อมือซึ่งเข็มของมันหมุนวนอย่างไร้ทิศทางเหมือนคนหลงทางในเขาวงกตที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับประสาทสัมผัส เขาพบกับโฮโลแกรมสามมิติขนาดมหึมาที่ฉายภาพใบหน้าของมนุษย์หลายพันคนกำลังแหงนมองขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว ภาพเหล่านั้นซ้อนทับกันจนดูเหมือนกลุ่มก้อนของแสงที่สั่นไหวอย่างรุนแรง เอเลียสเอื้อมมือออกไปสัมผัสกับมวลแสงเหล่านั้น นิ้วของเขารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งผ่านถุงมือเข้าไปถึงกระดูก มันไม่ใช่แค่ภาพบันทึกเหตุการณ์ธรรมดา แต่มันคือการบิดเบือนของมิติเวลาที่คัดลอกอนาคตมาวางไว้ในปัจจุบันผ่านกลไกที่มนุษย์ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้
เขาสังเกตเห็นจุดสีแดงเข้มที่พุ่งตรงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่ผ่านกระจกบานใหญ่ของหอคอย มันคือชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อยที่กำลังแตกสลายและมุ่งหน้ามาเพื่อทำลายโครงสร้างแห่งนี้ในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า หากเขายังคงนิ่งเฉย ข้อมูลสำคัญที่บันทึกไว้ในแกนกลางของหอคอยจะถูกทำลายไปพร้อมกับประวัติศาสตร์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง "ถ้าฉันทำลายกลไกการฉายภาพนี้เพื่อเบี่ยงเบนทิศทางของเศษซากพวกนั้น อนาคตที่ถูกบันทึกไว้ก็อาจจะเปลี่ยนไปตลอดกาล" เอเลียสพึมพำกับตัวเองขณะหยิบอุปกรณ์กู้คืนข้อมูลออกจากกระเป๋าคาดเอว
เสียงสัญญาณเตือนภัยแหลมสูงดังขึ้นจากระบบสื่อสารที่ติดอยู่ข้างหูทำให้เขาต้องขมวดคิ้วด้วยความเครียด เอเลียสรีบเชื่อมต่อสายเคเบิลเข้ากับแผงวงจรที่ทำจากโลหะเหลวซึ่งดูเหมือนจะหายใจเข้าออกเป็นจังหวะเหมือนสิ่งมีชีวิต เขารู้ดีว่าการกระทำของเขานั้นมีความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่ใครจะคาดเดาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยให้ภาพเหล่านั้นสลายกลายเป็นธุลีไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่พยายามทำอะไรเลย "ฉันรู้ว่าคุณกำลังฟังอยู่ แต่ฉันจำเป็นต้องดึงข้อมูลนี้ออกมาก่อนที่แรงปะทะจะมาถึง" เขากล่าวกับความว่างเปล่าในขณะที่นิ้วมือรัวพิมพ์ลงบนแผงควบคุมโฮโลแกรมด้วยความเร็วสูง
จังหวะที่เศษดาวเคราะห์น้อยกระแทกเข้ากับผนังหอคอยจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วสุญญากาศ แรงสั่นสะเทือนมหาศาลทำให้เอเลียสกระเด็นไปกระแทกกับผนังอีกด้านหนึ่งของห้อง แสงสีฟ้าพุ่งกระจายไปทั่วทุกทิศทางราวกับดอกไม้ไฟที่ระเบิดในความมืดมิด ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเขาสังเกตเห็นว่าภาพโฮโลแกรมเริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการฉายภาพอนาคตเป็นการแสดงรหัสผ่านที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะมองไม่ทัน เขาคว้าเครื่องบันทึกสำรองไว้แน่นในขณะที่หอคอยเริ่มบิดเบี้ยวและพับตัวลงเหมือนกระดาษที่ถูกเผาไหม้
เอเลียสตัดสินใจกดปุ่มสั่งการสุดท้ายเพื่อดีดตัวออกจากหอคอยก่อนที่โครงสร้างทั้งหมดจะพังทลายลงสู่หลุมดำที่อยู่เบื้องล่าง ร่างของเขาลอยเคว้งออกไปในอวกาศขณะที่มองย้อนกลับไปเห็นหอคอยที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคลังความรู้ของกาลเวลาค่อยๆ สลายกลายเป็นฝุ่นผงที่ส่องประกายระยิบระยับ ท่ามกลางละอองฝุ่นเหล่านั้น เขายังคงเห็นเงาของใบหน้าผู้คนในอนาคตที่ดูเหมือนจะยิ้มให้เขาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะหายไปในความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เครื่องบันทึกในมือของเขาสั่นไหวด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าข้อมูลที่เขาดึงออกมานั้นทรงพลังเกินกว่าที่อุปกรณ์ใดจะบรรจุไว้ได้
ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้งพร้อมกับความรู้สึกว่างเปล่าที่หนักอึ้งในใจเอเลียส เขามองไปยังหน้าปัดบนข้อมือที่ตอนนี้แสดงผลเป็นตัวเลขศูนย์ทั้งหมดอย่างนิ่งเฉย อนาคตที่เขาพยายามปกป้องไว้ในกล่องโลหะใบเล็กนี้อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของโชคชะตาที่ถูกเขียนขึ้นใหม่โดยตัวเขาเอง เขาหันหลังให้กับการระเบิดครั้งสุดท้ายและออกเดินทางกลับสู่จุดนัดพบในความมืดมิดของห้วงอวกาศลึก โดยที่ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาเก็บมาได้นั้นคือความจริงหรือเป็นเพียงกับดักที่กาลเวลาวางไว้ให้มนุษย์ที่พยายามก้าวล่วงขอบเขตของธรรมชาติเท่านั้น