แสงสีสนิมคลอเคลียอยู่รอบตัวจัสติน กรองผ่านชั้นบรรยากาศที่หนาทึบของดาวซาฮาร์เข้ามาในห้องวิจัยแคบๆ แห่งนี้ เสียงพัดลมกรองอากาศหึ่งๆ เป็นเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวในความเงียบงันอันไร้ที่สิ้นสุดของอวกาศ เขาเลื่อนนิ้วไปตามหน้าจอโฮโลแกรม ที่แสดงผลกราฟคลื่นความถี่ที่สั่นไหวอย่างไม่เป็นระเบียบ
นอกหน้าต่างนิรภัยหนาเตอะนั้น มีเพียงพายุฝุ่นสีแดงฉานที่โหมกระหน่ำไม่หยุดหย่อน มันบดบังทัศนียภาพทั้งหมด ราวกับม่านยักษ์ที่กั้นระหว่างเขากับความจริงที่แท้จริง จัสตินเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ไม่กี่คนที่ถูกส่งมาประจำการที่นี่ เพื่อศึกษาปรากฏการณ์ที่แปลกประหลาดของดาวเคราะห์ดวงนี้ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องคลื่นฝุ่นที่ส่งผลต่อการรับรู้ของมนุษย์
จัสตินถอนหายใจยาว ความเหนื่อยล้าสะสมมาหลายสัปดาห์เริ่มกัดกิน เขาบิดขี้เกียจเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด สายตาเหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ วูบไหวที่มุมห้อง มันเป็นเพียงเสี้ยววินาที แต่ก็ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เหมือนมีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น ก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
“คงเป็นผลจากความอ่อนเพลีย” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าในความเงียบสนิท เขาเคยได้ยินเรื่องราวแปลกๆ จากนักสำรวจคนอื่นๆ ที่ประจำการบนซาฮาร์ พวกเขาเรียกมันว่า “ภาพหลอนจากฝุ่น” เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับทุกคนที่อยู่บนดาวดวงนี้นานพอ…
แต่คืนนี้มันแตกต่างออกไป คลื่นความถี่บนหน้าจอกะพริบถี่ขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้สึกประหลาดที่เขากำลังเผชิญ จัสตินหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาต่อสายไปยังฐานหลักที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยกิโลเมตร “เคย์ลา ฉันพบรูปแบบใหม่” เขารายงาน น้ำเสียงจริงจัง
“รูปแบบใหม่หรือ” เสียงของเคย์ลาตอบกลับมาผ่านลำโพง มีเสียงรบกวนจี่ๆ เล็กน้อยตามแบบฉบับการสื่อสารระยะไกล “นายแน่ใจนะจัสติน ไม่ใช่แค่ฝุ่นเข้าสมองอีกแล้วใช่ไหม”
“ไม่ใช่แน่นอน นี่มันแตกต่างออกไป” จัสตินยืนยัน เขาเลื่อนกราฟให้เคย์ลาดู “มันมีความสอดคล้องกันอย่างน่าประหลาดกับคลื่นสมองที่ฉันบันทึกได้ ภาพหลอนของฉันมันชัดเจนขึ้น และฉันคิดว่ามันไม่ใช่แค่ความอ่อนเพลียธรรมดา”
เคย์ลาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่เสียงของเธอจะกลับมาพร้อมกับความกังวล “จัสติน ฉันเคยได้ยินเรื่องนี้เหมือนกันจากฐานอื่น นักวิจัยบางคนถึงขั้นไม่สามารถแยกแยะความจริงออกจากภาพลวงตาได้เลย พวกเขาเริ่มเห็นคนที่พวกเขารักคนที่จากไป…”
คำพูดของเคย์ลาทำให้หัวใจของจัสตินเย็นวาบ เขานึกถึงภาพของน้องสาวที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ภาพที่วูบไหวเมื่อครู่นี้เริ่มชัดเจนขึ้นในความทรงจำ มันคือรอยยิ้มของเธอ “ฉันกำลังจะออกไปตรวจสอบแหล่งกำเนิดคลื่นนี้” เขาตัดสินใจ น้ำเสียงหนักแน่น
“บ้าไปแล้วหรือจัสติน” เคย์ลาตะโกน “พายุฝุ่นกำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นายไม่ควรออกไปข้างนอกแบบนี้ อันตรายเกินไป”
“ฉันต้องรู้ว่ามันคืออะไร” จัสตินตอบ เขาสวมชุดสำรวจหนาหนัก ดึงหมวกกันน็อกปิดใบหน้าพร้อมเปิดระบบกรองอากาศและเซ็นเซอร์ตรวจจับ “ถ้าเราไม่เข้าใจมัน ดาวดวงนี้จะเป็นสุสานของพวกเราในไม่ช้า”
เมื่อประตูห้องวิจัยปิดลง จัสตินก้าวเข้าสู่มหาพายุฝุ่นสีแดงฉานทันที แรงลมปะทะร่างอย่างรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ เสียงฝุ่นที่กระหน่ำกระทบชุดสำรวจดังราวกับเสียงฟ้าร้อง ภาพทัศนียภาพที่ปรากฏบนหน้าจอหมวกกันน็อกพร่าเลือนไปด้วยอนุภาคฝุ่นที่ลอยอยู่เต็มไปหมด
แล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น ภาพลวงตาแรกคือใบหน้าของพ่อเขา ที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นสีแดงฉาน ใบหน้ายิ้มแย้มอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมานานแสนนาน “กลับมานะลูก” เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้นในหู แม้จะรู้ว่าเป็นภาพลวงตา แต่ความอบอุ่นนั้นก็ทำให้จัสตินชะงักไปชั่วขณะ
เขาพยายามเพ่งมองไปยังทิศทางที่เครื่องสแกนระบุว่าเป็นแหล่งกำเนิดคลื่น ท่ามกลางภาพหลอนที่เริ่มถาโถมเข้ามา ไม่ใช่แค่ภาพ แต่เป็นความรู้สึก กลิ่นอายของบ้านเก่าๆ กลิ่นดินหลังฝนตก เสียงหัวเราะของน้องสาวที่เล่นอยู่ตรงหน้า เขาต้องใช้สมาธิอย่างหนักเพื่อก้าวเดินต่อไป
“นี่มันเกินกว่าที่ฉันคาดไว้” เขาพึมพำกับตัวเอง มือของเขาจับเครื่องตรวจจับสัญญาณที่สั่นสะเทือนไม่หยุด เขาก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่ฝุ่นดูจะหนาแน่นกว่าปกติ ที่นั่นมีโครงสร้างแปลกตาบางอย่างที่เผยตัวออกมาจากม่านฝุ่น มันเป็นแท่งผลึกสีดำขนาดใหญ่ที่ทอดตัวลงไปในพื้นดิน คลื่นความถี่รุนแรงขึ้นเมื่อเขาเข้าใกล้
จู่ๆ ทุกสิ่งรอบตัวก็เปลี่ยนไป พายุฝุ่นหายไปแทนที่ด้วยทุ่งดอกไม้สีม่วงอ่อน กลิ่นหอมหวานลอยมาแตะจมูก แสงอาทิตย์อ่อนๆ สาดส่องลงมาอย่างอบอุ่น และตรงหน้าเขาก็ปรากฏร่างของลิลลี่ น้องสาวของเขา เธอยืนยิ้มอยู่ตรงนั้น ในชุดที่เขาจำได้ดี
“พี่จัสติน มาอยู่กับฉันตรงนี้สิ” ลิลลี่เอ่ยชวน เสียงของเธอหวานใสราวกับระฆัง จัสตินถอดหมวกกันน็อกออกโดยไม่รู้ตัว ก้าวเท้าออกไปหาเธออย่างช้าๆ ความสุขที่จู่โจมเข้ามานั้นรุนแรงจนเขาแทบลืมหายใจ เขายื่นมือออกไปราวกับต้องการจะสัมผัสเธออีกครั้ง
แต่ก่อนที่มือจะถึงกัน ภาพของโครงสร้างผลึกสีดำก็ฉายซ้อนขึ้นมาในแวบหนึ่ง ระบบแจ้งเตือนในชุดสำรวจที่ยังทำงานอยู่ ส่งเสียงเตือนเบาๆ ถึงระดับความเข้มข้นของคลื่นที่เกินขีดจำกัด จัสตินสะดุ้งตัวเล็กน้อย ภาพลวงตาตรงหน้ายังคงสวยงามและน่าดึงดูดใจอย่างเหลือเชื่อ
“ไม่” เขากระซิบเบาๆ เขาพยายามดึงสติกลับมา ภาพของลิลลี่เริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อยเมื่อเขาต้านทาน จัสตินเปิดใช้เครื่องส่งคลื่นความถี่ต้านทานที่เขาเตรียมมาอย่างรวดเร็ว เสียงหวีดหวิวแหลมสูงดังขึ้นในอากาศ พร้อมกับทุ่งดอกไม้ที่เริ่มสลายไปอย่างช้าๆ…
ลิลลี่มองเขาด้วยแววตาเศร้าสร้อยก่อนจะเลือนหายไปพร้อมกับทุ่งดอกไม้อันงดงาม เหลือไว้เพียงพายุฝุ่นสีแดงฉานและโครงสร้างผลึกสีดำขนาดมหึมาที่อยู่ตรงหน้า จัสตินทรุดตัวลงกับพื้น เหนื่อยล้าทั้งกายและใจ เขารู้สึกเหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้ายอันแสนหวาน
เขากดบันทึกข้อมูลทั้งหมดลงในหน่วยความจำของชุดสำรวจ รายงานการค้นพบของเขาจะเปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับดาวซาฮาร์ไปตลอดกาล ดาวดวงนี้ไม่ใช่แค่กองฝุ่นที่ไร้ชีวิต แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่สามารถสะท้อนความปรารถนาและความทรงจำในจิตใจของสิ่งมีชีวิตอื่นออกมาเป็นภาพลวงตาได้
จัสตินหันหลังกลับเดินฝ่าพายุฝุ่นที่ยังคงโหมกระหน่ำ เขามองไปยังกลุ่มผลึกสีดำที่จมอยู่ใต้พายุฝุ่นนั้นอีกครั้ง ก่อนที่จะเลือนหายไปในม่านฝุ่นสีแดงฉาน เขารู้ว่าการเดินทางสำรวจอวกาศไม่ได้เป็นแค่การค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ แต่เป็นการเผชิญหน้ากับมิติของจิตใจที่ไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน…