เอเลียสลอยตัวผ่านช่องแอร์ที่เปิดอ้าด้วยแรงดันอากาศที่เหลือเพียงน้อยนิด แสงไฟฉายจากชุดอวกาศของเขาสาดส่องกระทบเศษโลหะที่ลอยคว้างอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ผนังห้องควบคุมที่เต็มไปด้วยคราบผลึกสีขาวประหลาดซึ่งงอกออกมาจากสายไฟที่ขาดสะบั้น ที่นี่คือสถานีเอดิฟิเคชันซึ่งเงียบหายไปจากการติดต่อสื่อสารนานกว่าสามทศวรรษ แต่มันกลับยังคงส่งสัญญาณเตือนภัยแบบวนลูปในความถี่ต่ำที่มนุษย์แทบจะไม่ได้ยิน

เขากระชับปืนยิงตะขอเกี่ยวที่สะพายอยู่ข้างหลังพลางขยับตัวเข้าใกล้แผงควบคุมหลักอย่างระมัดระวัง ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาดเมื่อขยับเข้าไปใกล้แกนกลางของสถานี ราวกับว่าสนามโน้มถ่วงในห้องนี้ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง เอเลียสใช้ถุงมือหนาเตอะเคาะเบาๆ ลงบนแผงปุ่มกดที่กลายเป็นสีดำสนิทราวกับถูกเผาไหม้ด้วยเปลวเพลิงที่ไม่ได้มาจากความร้อน

"ถ้ามีใครอยู่แถวนี้ ช่วยตอบรับด้วยเถอะ" เอเลียสพูดผ่านช่องสื่อสารที่เต็มไปด้วยเสียงซ่ารบกวน เขารู้ดีว่าโอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ แต่สัญชาตญาณของการเป็นนักสำรวจอวกาศสั่งให้เขาต้องทำเช่นนั้นเสมอ ทันใดนั้นหน้าจอที่ดูเหมือนจะตายสนิทไปนานแล้วกลับกะพริบแสงสีฟ้าอ่อนขึ้นมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับว่าสถานีแห่งนี้เพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลที่ยาวนาน

"ผมมาเพื่อกู้ข้อมูล ไม่ได้มาเพื่อรบกวนการพักผ่อนของพวกคุณ" เขาพยายามเชื่อมต่ออุปกรณ์อ่านค่าเข้ากับพอร์ตสื่อสารที่ยังคงมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด แต่ทันทีที่ปลั๊กโลหะสัมผัสกับช่องเสียบ กระแสไฟฟ้าประหลาดก็แล่นผ่านชุดอวกาศของเขาจนเกิดประกายไฟสีม่วงกระจายตัวไปทั่วห้อง เอเลียสสะดุ้งสุดตัวและถอยห่างออกมาจนหลังกระแทกกับผนังห้องที่เต็มไปด้วยผลึกคริสตัลเหล่านั้น

ความเงียบกลับมาเยือนอีกครั้งพร้อมกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวอยู่ในอกของเขาเอง ทว่าคราวนี้เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติไปจากเดิม บนพื้นผิวกระจกที่แตกละเอียดของหน้าจอหลัก มีภาพสะท้อนของตัวเขาเองปรากฏขึ้น แต่มันไม่ใช่เงาของเอเลียสในชุดอวกาศสีเงินที่เขาสวมใส่อยู่ เงาในกระจกกลับดูเหมือนมนุษย์ที่สวมชุดโบราณและกำลังยกมือขึ้นโบกช้าๆ ด้วยความหวาดกลัว

"นั่นมันอะไรกัน" เอเลียสพึมพำขณะพยายามเพ่งมองภาพตรงหน้าให้ชัดขึ้น มือของเขาที่สั่นเทาพยายามคว้ากล้องบันทึกภาพเพื่อเก็บหลักฐาน แต่เขากลับพบว่ารอยนิ้วมือของเขาบนกระจกเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและค่อยๆ จางหายไปราวกับถูกดูดกลืนเข้าสู่มิติอื่น สถานีเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนชิ้นส่วนต่างๆ เริ่มปลิวว่อนไปทั่วห้องราวกับพายุทอร์นาโดที่ถูกกักขังอยู่ในพื้นที่จำกัด

เขารีบคว้าตะขอเกี่ยวแล้วยิงออกไปยึดกับเสาเหล็กด้านข้างเพื่อพยุงตัวไม่ให้ถูกแรงเหวี่ยงเหวี่ยงออกไปนอกสถานี "สถานีนี้ไม่ได้ถูกทิ้ง แต่มันกำลังเปลี่ยนสถานะจากวัตถุเป็นพลังงาน" เขาตะโกนบอกตัวเองในขณะที่เห็นผนังห้องด้านหนึ่งบิดเบี้ยวกลายเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่ไม่คุ้นตา ความรู้ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่เขาเคยมีเริ่มไร้ความหมายเมื่อเห็นแสงจากดวงดาวภายนอกหน้าต่างเริ่มโค้งงอจนมองเห็นด้านหลังของสถานีได้ด้วยตาเปล่า

เอเลียสตัดสินใจทิ้งข้อมูลทั้งหมดที่ตั้งใจจะมาเก็บกู้ เพราะชีวิตสำคัญกว่าภารกิจในวินาทีที่ความเป็นจริงกำลังพังทลาย เขาดีดตัวออกจากห้องควบคุมมุ่งหน้ากลับไปยังยานเล็กที่จอดเทียบท่าอยู่ข้างนอก ทว่าทางเดินแคบๆ ที่เขาเคยเดินผ่านมากลับยืดออกราวกับยางยืดที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยิ่งเขาวิ่งไปข้างหน้า ระยะห่างระหว่างเขากับประตูทางออกกลับยิ่งห่างออกไปไกลกว่าเดิม

เขาสูดหายใจลึกเพื่อตั้งสติก่อนจะหยิบระเบิดพัลส์ขนาดเล็กออกมาจากเข็มขัดและติดตั้งไว้บนพื้นห้อง หากไม่สามารถเดินผ่านไปได้ เขาก็ต้องทำลายเส้นทางที่บิดเบี้ยวนี้ให้แตกสลายเสียก่อน "ขอโทษด้วยนะที่ต้องทำแบบนี้" เอเลียสกดปุ่มจุดชนวนทันทีที่เขากระโดดพ้นระยะรัศมี แรงระเบิดทำให้พื้นที่รอบตัวเขากระตุกอย่างรุนแรงและผลักเขากระเด็นออกไปทางประตูทางออกที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม

เขากระแทกเข้ากับผนังของยานลำเล็กจนจุกแต่ไม่รอช้าที่จะสั่งการระบบคอมพิวเตอร์ให้ถอยห่างจากสถานีเอดิฟิเคชันโดยเร็วที่สุด เมื่อมองผ่านหน้าต่างยานออกไป เขาเห็นสถานีอวกาศขนาดมหึมานั้นหดตัวลงจนกลายเป็นเพียงจุดแสงสีขาวขนาดจิ๋ว ก่อนจะระเบิดออกเป็นละอองดาวที่สวยงามและแผ่กระจายไปทั่วความมืดมิดของอวกาศ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ไม่มีใครในกาแล็กซีนี้จะล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

เอเลียสนั่งนิ่งอยู่ในห้องขับยานที่สั่นไหวเล็กน้อยจากการเคลื่อนที่ของเครื่องยนต์ขับดัน เขาหันไปมองหน้าจอแสดงข้อมูลที่ว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีการบันทึกสิ่งใดมาก่อน บนกระจกหน้าต่างยานมีรอยเปื้อนสีจางๆ ที่มีรูปร่างคล้ายฝ่ามือมนุษย์ประทับอยู่ข้างนอกนั่น ทั้งที่อวกาศภายนอกไม่มีอากาศหรือสิ่งมีชีวิตใดสามารถดำรงอยู่ได้เลยก็ตาม