อีไลยืนอยู่หน้าแผงควบคุมที่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงไฟสีแดงฉานสาดส่องลงบนใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันเครื่องและหยาดเหงื่อ ในขณะที่ยานสำรวจอวกาศกำลังถูกดึงดูดเข้าสู่เขตแรงโน้มถ่วงมหาศาลของดาวเคราะห์ยักษ์ก๊าซ เสียงคำรามของโลหะที่บิดเบี้ยวจากแรงดันอากาศทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบที่กำลังจะแตกสลาย
เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแท่งผลึกควบคุมที่กำลังเรืองแสงสีฟ้าอ่อนผิดปกติ มันไม่ใช่สารกัมมันตรังสีธรรมดา แต่มันคือเชื้อเพลิงนิวเคลียร์พิเศษที่ถูกหลอมรวมด้วยหน่วยความจำดิจิทัลของมนุษย์คนสุดท้ายจากอาณานิคมที่ล่มสลาย อีไลพยายามประคองสติท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนร่างของเขาแทบจะกระเด็นออกจากเก้าอี้บังคับการ
เสียงสัญญาณเตือนดังแหลมสูงจนแก้วหูแทบฉีกขาด ก่อนที่หน้าจอโฮโลแกรมจะปรากฏภาพหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังยิ้มให้เขาจากบันทึกที่ถูกฝังอยู่ในผลึก "หากคุณได้ยินเสียงนี้ แสดงว่าเชื้อเพลิงกำลังจะหมดลง และความทรงจำเหล่านี้คือสิ่งสุดท้ายที่ฉันทิ้งไว้ให้โลกที่ไม่มีวันได้เห็นแสงตะวันอีกต่อไป" เสียงของเธอเบาหวิวราวกับคลื่นลมในอวกาศที่ไร้ตัวตน
อีไลแค่นยิ้มทั้งที่ตาพร่ามัวจากการขาดออกซิเจน เขาเอื้อมมือไปปรับองศาการไหลของพลังงานเพื่อให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนต่อได้อีกเพียงไม่กี่วินาที "ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณเป็นแค่เชื้อเพลิงหรอกนะ แต่ฉันจะพาเราทั้งคู่กลับบ้าน แม้ว่าบ้านหลังนั้นจะเป็นเพียงเศษฝุ่นในจักรวาลก็ตาม" เขาพึมพำกับความว่างเปล่าก่อนจะกระชากคันโยกหลักลงจนสุดแรง
แรงกระแทกจากไอพ่นนิวเคลียร์ทำให้ยานพุ่งทะยานออกจากวงโคจรอย่างรวดเร็ว ผนังห้องโดยสารเกิดรอยแยกจนความเย็นเยือกของอวกาศภายนอกเริ่มแทรกซึมเข้ามา อีไลเห็นเกล็ดน้ำแข็งเกาะตัวบนผิวกระจกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สวยงามราวกับจะเยาะเย้ยความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ เขาพยายามประคองนิ้วที่สั่นเทาไปกดปุ่มสละเชื้อเพลิงทิ้งเพื่อให้ยานเบาขึ้น แต่ความทรงจำที่ผูกติดอยู่กับมันกลับดึงรั้งจิตวิญญาณของเขาไว้
"ถ้าฉันทิ้งมันไป ฉันก็จะลืมทุกอย่าง รวมถึงเหตุผลที่ฉันต้องเดินทางมาถึงจุดนี้" อีไลเอ่ยขึ้นในความมืดที่เริ่มปกคลุม เขารู้ดีว่าหากไม่สละแท่งพลังงานออก แรงระเบิดจะฉีกร่างยานเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในอีกไม่กี่อึดใจ แต่การสูญเสียเรื่องราวเหล่านั้นไปดูจะเป็นความตายที่น่ากลัวกว่าความตายทางกายภาพหลายเท่าตัว
เขานั่งลงบนพื้นโลหะที่หนาวเหน็บ หลับตาลงและปล่อยให้เสียงเพลงที่บรรจุอยู่ในผลึกนิวเคลียร์ดังก้องไปทั่วห้องควบคุม มันเป็นเสียงเปียโนที่แผ่วเบาและโหยหา ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของอากาศที่รั่วไหล อีไลรู้สึกได้ว่าผลึกแก้วในมือค่อยๆ ละลายกลายเป็นของเหลวสีทองที่ไหลซึมเข้าสู่ผิวหนังของเขา ราวกับความทรงจำเหล่านั้นกำลังถ่ายโอนเข้าสู่โครโมโซมของมนุษย์
เปลวไฟสีฟ้าพุ่งออกมาจากส่วนท้ายของยานเป็นทางยาวก่อนที่เครื่องยนต์จะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ เศษซากของยานกระจัดกระจายไปตามห้วงอวกาศอันมืดมิด ทิ้งไว้เพียงหยดน้ำตาของดวงดาวที่เป็นผลึกโปร่งแสงลอยคว้างอยู่ในสุญญากาศ ไม่มีเสียงกัมปนาท ไม่มีร่องรอยของการดำรงอยู่ มีเพียงความเงียบงันที่เป็นนิรันดร์ท่ามกลางหมู่ดาราที่ส่องประกายเย็นชา
ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง อีไลเห็นภาพทุ่งดอกไม้สีขาวสะอาดตาที่เขาเคยเห็นในหนังสือประวัติศาสตร์สมัยเด็ก มันไม่ใช่ความฝันที่เกิดจากภาวะขาดออกซิเจน แต่มันคือสิ่งสุดท้ายที่ผลึกเชื้อเพลิงมอบให้ก่อนจะสลายตัวไปอย่างสมบูรณ์ ร่างของเขาล่องลอยไปในความมืดโดยมีรอยยิ้มจางๆ ประดับอยู่บนใบหน้าที่ไร้ชีวิต