นักสืบภาคภูมิวางแว่นสายตาลงบนกองเอกสารเก่า กาแฟในแก้วเซรามิกส่งกลิ่นหอมกรุ่นปนความขม เขามองออกไปนอกหน้าต่าง บรรยากาศยามบ่ายของเมืองหลวงไม่เคยปราศจากความเร่งรีบ แม้ในวันที่ฝนเพิ่งจะหยุดโปรยปราย
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น ร่างของหญิงสาวในชุดสุภาพสีเข้มเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของเธอซีดเผือด ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้หนัก ผมที่มัดรวบไว้ด้านหลังดูยุ่งเหยิงกว่าปกติ
"คุณภาคภูมิคะ ฉันมาขอให้คุณช่วยตามหาน้องสาวของฉันค่ะ" เธอพูดเสียงเบา นั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของเขา มือเธอกำกระเป๋าแน่นราวกับจะหาที่ยึดเหนี่ยว
ภาคภูมิพยักหน้ารับ เขาเลื่อนกล่องทิชชูให้ รูปลักษณ์ของเธอที่ดูดีมีฐานะไม่ได้ช่วยลดความกังวลที่ฉายชัดบนใบหน้าลงได้เลย
"น้องสาวของคุณชื่ออะไรครับ หายไปเมื่อไหร่ มีเบาะแสอะไรบ้างไหม" ภาคภูมิถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เขาเตรียมสมุดบันทึกและปากกาไว้พร้อม
"ชื่อนารีรัตน์ค่ะ เธอหายไปได้เกือบสัปดาห์แล้ว" หญิงสาวตอบ เธอสูดหายใจลึก "ฉันชื่อณิชาค่ะ เราอยู่ด้วยกันมาตลอด ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเลย ตำรวจบอกว่าไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีอะไรผิดปกติ"
ณิชาเล่าต่อว่าน้องสาวของเธอเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนสนิท และไม่มีศัตรูที่ไหน เธอทำงานเป็นบรรณารักษ์ในห้องสมุดเล็กๆ แห่งหนึ่ง ใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอด
"เบาะแสเดียวที่ฉันเจอคือจดหมายฉบับนี้ค่ะ" ณิชาล้วงมือลงไปในกระเป๋าถือ ก่อนจะหยิบกรอบรูปไม้เก่าๆ ออกมา มันเป็นกรอบรูปที่ดูธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แต่ด้านหลังกรอบนั้น มีกระดาษพับเล็กๆ สอดอยู่
ภาคภูมิรับกรอบรูปมาพลิกดู เขาค่อยๆ แกะกระดาษที่เหลืองกรอบออกมา มันเป็นจดหมายที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ของผู้หญิง ข้อความสั้นๆ ไม่กี่บรรทัดบ่งบอกถึงความรักที่ต้องปิดบัง และนัดหมายที่สวนสาธารณะท้ายเมือง
"จดหมายนี่เก่ามาก ดูจากหมึกและกระดาษแล้ว น่าจะเกินสิบปี" ภาคภูมิพึมพำกับตัวเอง "คุณรู้ไหมว่าจดหมายนี้ของใคร"
ณิชาส่ายหน้าช้าๆ "ฉันไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลยค่ะ ไม่รู้ว่าใครส่งให้ หรือน้องสาวฉันเป็นคนเขียนเอง น้องไม่เคยเล่าเรื่องความรักให้ฉันฟังเลย"
จดหมายระบุเพียงวันที่และสถานที่นัดหมาย แต่ไม่มีชื่อผู้ส่งหรือผู้รับอย่างชัดเจน มีเพียงคำว่า 'ถึงเธอผู้เป็นที่รัก' และลงท้ายด้วยอักษรย่อ 'อ' ภาคภูมิเริ่มรู้สึกถึงมิติที่ซับซ้อนของคดีนี้
เขาตัดสินใจเริ่มจากสถานที่ที่ระบุในจดหมาย สวนสาธารณะท้ายเมืองแห่งนั้นยังคงมีอยู่ แต่เปลี่ยนไปมากจากภาพในอดีต ต้นไม้ใหญ่บางต้นถูกโค่น ถนนบางสายถูกสร้างขึ้นใหม่
ภาคภูมิเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ เขาพยายามจินตนาการภาพคนสองคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่เคยเป็นจุดนัดพบ เขาเดินไปตามทางเดินหินที่ดูทรุดโทรม จนกระทั่งสายตาเขาเหลือบไปเห็นม้านั่งหินอ่อนเก่าๆ ตัวหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้หนาทึบ
บนม้านั่งนั้นมีรอยแกะสลักเป็นตัวอักษรย่อ 'น.ร.' และ 'อ.ว.' จางๆ ซึ่งอาจเป็นอักษรย่อของนารีรัตน์และคนรักในอดีต ภาคภูมิถอนหายใจยาว เขารู้สึกเหมือนกำลังเดินตามรอยเท้าของความรักที่ถูกลืม
เขาใช้เวลาหลายวันในการสืบค้นข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์เก่าๆ และรายชื่อพนักงานที่เคยทำงานในห้องสมุดเดียวกับนารีรัตน์ เขาพบว่ามีชายคนหนึ่งชื่อ อนันต์ วรฤทธิ์ ซึ่งเป็นอดีตเพื่อนร่วมงานของนารีรัตน์ และมีข่าวลือว่าเขาทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์กันอย่างลับๆ ก่อนที่อนันต์จะย้ายไปทำงานต่างจังหวัดเมื่อหลายปีก่อน
ภาคภูมิเดินทางไปยังจังหวัดที่อนันต์ย้ายไปอยู่ เขาพบอนันต์ในบ้านหลังเล็กๆ ชายหนุ่มดูซูบผอมและมีแววตาเศร้าหมองเมื่อได้ยินชื่อนารีรัตน์
"ผมกับนารีรัตน์เคยรักกันครับ" อนันต์เล่าด้วยเสียงแผ่วเบา "จดหมายฉบับนั้น ผมเป็นคนเขียนเอง แต่เธอไม่เคยตอบรับ เพราะเธอกลัวพี่สาวจะรู้ เธอกลัวการเปลี่ยนแปลง"
อนันต์สารภาพว่าเขาได้กลับมาหานารีรัตน์อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ชีวิตของเขาไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ เขาหวังจะฟื้นความสัมพันธ์เก่าๆ และพานารีรัตน์ไปจากชีวิตที่ซ้ำซากจำเจ
"วันนั้นผมไปรอเธอที่สวนสาธารณะ" อนันต์เล่าต่อ ดวงตาแดงก่ำ "แต่เธอไม่มา เธอส่งข้อความมาบอกว่า 'พอเถอะอนันต์ ฉันทำไม่ได้' นั่นคือข้อความสุดท้ายที่ผมได้รับจากเธอ"
ภาคภูมิรู้สึกถึงความผิดปกติในคำบอกเล่าของอนันต์ หากนารีรัตน์แค่ปฏิเสธ ทำไมเธอถึงต้องหายตัวไป การปฏิเสธไม่ได้หมายถึงการหายสาบสูญ เขาตัดสินใจกลับไปที่บ้านของนารีรัตน์อีกครั้ง
เขาสังเกตเห็นว่าต้นไม้ดอกแก้วที่ปลูกอยู่ข้างรั้วหน้าต่างห้องนอนของนารีรัตน์ดูเหี่ยวเฉากว่าต้นอื่นๆ ราวกับถูกรดน้ำน้อยไป ภาคภูมิเดินเข้าไปใกล้ๆ เขาพบว่าดินบริเวณโคนต้นถูกพรวนอย่างหยาบๆ และมีรอยเท้าขนาดใหญ่ของผู้ชายทิ้งร่องรอยไว้จางๆ
เขากลับไปหาณิชาอีกครั้ง และเล่าสิ่งที่พบให้ฟัง ณิชาตกใจ เธอไม่เคยสังเกตเรื่องต้นไม้เลย ภาคภูมิขอให้เธอเล่าเหตุการณ์ในวันที่นารีรัตน์หายไปอย่างละเอียดอีกครั้ง
"ฉันจำได้ว่าวันนั้นมีพัสดุมาส่งค่ะ เป็นกล่องใหญ่พอสมควร น้องรัตน์รับของแล้วก็เอาเข้าไปในห้อง" ณิชาเล่า เธอพยายามนึกย้อน "จากนั้นฉันก็ออกไปทำธุระข้างนอก พอกลับมา น้องก็ไม่อยู่แล้วค่ะ"
ภาคภูมิฉุกคิดถึง 'กล่องพัสดุ' เขาขออนุญาตเข้าไปในห้องของนารีรัตน์อีกครั้ง เขาตรวจสอบทุกซอกทุกมุม และพบซองพัสดุเปล่าที่ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ เขียนว่า 'เครื่องปลูกต้นไม้'
ภาคภูมิเดินกลับไปที่ต้นดอกแก้วหน้าบ้าน เขาขอให้เจ้าหน้าที่นำเครื่องมือมาขุดดินบริเวณโคนต้นอย่างระมัดระวัง และไม่นานนัก สิ่งที่อยู่ใต้ผืนดินที่เพิ่งถูกพรวนก็เผยออกมา มันคือร่างของนารีรัตน์ที่ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าใบเก่าๆ ใบหน้าของเธอยังคงความงดงาม แต่แววตาที่ว่างเปล่าบ่งบอกถึงความทรมานก่อนสิ้นใจ
ณิชาทรุดลงกับพื้น ร้องไห้สะอึกสะอื้น ภาคภูมิไม่ได้ปลอบโยน เขาเพียงแต่มองไปยังมือของเธอที่ยังคงกำกรอบรูปเก่าไว้แน่น
ความจริงปรากฏในที่สุด ผู้ลงมือคือนิสัยใจร้อนของณิชาเอง เธอรู้เรื่องความสัมพันธ์ของน้องสาวกับอนันต์ และไม่ต้องการให้นารีรัตน์ทิ้งเธอไปเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชายคนนั้น ณิชาตัดสินใจเข้าไปในห้องน้องสาวในวันนั้น หลังน้องสาวรับพัสดุ เธอโกรธจัดเมื่อเห็นนารีรัตน์กำลังเขียนจดหมายตอบอนันต์เพื่อบอกลาชีวิตเก่า
การโต้เถียงนำไปสู่การพลั้งมือ ณิชาผลักนารีรัตน์จนล้มศีรษะฟาดพื้นเสียชีวิต ความตกใจและหวาดกลัวทำให้เธอตัดสินใจอำพรางศพน้องสาวใต้ต้นดอกแก้วที่นารีรัตน์รักมากที่สุด และสร้างเรื่องการหายตัวไปเพื่อปกปิดอาชญากรรม
ภาคภูมิหยิบจดหมายในกรอบรูปขึ้นมาอ่านอีกครั้ง ข้อความที่อนันต์เขียนถึงนารีรัตน์ยังคงอยู่ แต่ความรักที่เคยเบ่งบานในอดีตกลับจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความหึงหวงและยึดติดของพี่สาว
สายลมพัดเอื่อยพัดกลีบดอกแก้วร่วงหล่นลงพื้น ณิชานั่งเงียบๆ ข้างหลุมศพที่ถูกขุดขึ้นมา แววตาของเธอว่างเปล่าไม่ต่างจากน้องสาวที่จากไป กรอบรูปเก่าถูกวางทิ้งไว้ข้างเธอ จดหมายในนั้นยังคงเป็นพยานเงียบๆ ของความรัก ความลับ และความตาย