สายฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ราวกับจะชะล้างความโศกเศร้าที่ปกคลุมคฤหาสน์ 'วังบุปผา' หลังใหญ่โตโอ่อ่าตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นทางเข้า สารวัตรพัชรยืนกอดอกมองไปยังโถงทางเข้าอันเงียบสงัด ดวงตาคมกริบกวาดสำรวจทุกรายละเอียด แม้จะเคยเห็นคดีมานับไม่ถ้วน แต่บรรยากาศอึมครึมและวังเวงของที่นี่ก็อดทำให้รู้สึกเย็นวาบไปถึงไขสันหลังไม่ได้

ร่างสูงโปร่งในชุดสูทสีเข้มของสารวัตรพัชรยืนเด่นอยู่ท่ามกลางกลุ่มเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังเร่งดำเนินการเก็บหลักฐาน เขาเป็นที่รู้จักกันดีในวงการว่าเป็นนายตำรวจน้ำดีที่ไขคดีซับซ้อนมานักต่อนัก ด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมและการสังเกตที่ละเอียดละออ วันนี้เขารับผิดชอบคดีฆาตกรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นในคฤหาสน์หลังนี้

คุณหญิงมณีรัตน์ เจ้าของคฤหาสน์และเหยื่อในคดีนี้ ถูกพบเป็นศพในห้องทำงานส่วนตัว สภาพศพบ่งชี้ถึงการต่อสู้ แต่ไม่มีร่องรอยการงัดแงะหรือการบุกรุกจากภายนอก บ่งบอกว่าฆาตกรน่าจะเป็นคนที่คุ้นเคยกับคุณหญิง หรือไม่ก็เป็นคนในครอบครัว

“คุณหญิงมณีรัตน์ เสียชีวิตเมื่อช่วงค่ำของเมื่อวานครับสารวัตร” ผู้กองสมชายรายงานเสียงเครียดพลางยื่นแฟ้มเอกสารให้ “เบื้องต้น ตรวจสอบพบว่ามีบาดแผลถูกของมีคมบริเวณลำคอ แต่ยังไม่พบอาวุธในที่เกิดเหตุ”

สารวัตรพัชรรับแฟ้มมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ภาพถ่ายสภาพศพและแผนผังภายในคฤหาสน์ถูกเพ่งพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เขาเดินเข้าไปในห้องทำงานที่เกิดเหตุ กลิ่นอายความหอมของดอกไม้แห้งผสมกับกลิ่นอับจางๆ ยังคงอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ

“มีอะไรผิดปกติในห้องนี้บ้างไหม ผู้กอง” สารวัตรพัชรถามขณะที่สายตาไล่สำรวจเฟอร์นิเจอร์โบราณราคาแพงที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ

“มีสิ่งหนึ่งที่น่าสงสัยครับสารวัตร” ผู้กองสมชายชี้ไปยังมุมหนึ่งของห้อง “พบเศษแก้วแตกละเอียดอยู่ตรงนั้น เป็นเศษแก้ววิสกี้ที่แตกกระจายราวกับถูกทุบอย่างแรง ไม่มีรอยนิ้วมือที่ชัดเจนนัก แต่เรากำลังส่งไปวิเคราะห์เพิ่มเติม”

สารวัตรพัชรเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เศษแก้ววิสกี้ที่แตกละเอียดสะท้อนแสงไฟสลัวๆ ของโคมไฟระย้าบนเพดาน แต่ละชิ้นมีขนาดเล็กมากจนแทบจะมองไม่เห็นรายละเอียด หากไม่ใช่เพราะการตรวจสอบอย่างละเอียดของทีมแพทย์นิติเวช ก็คงมองข้ามไปได้ง่ายๆ เขาหยิบคู่มือของตนเองขึ้นมา พร้อมกับหยิบถุงมือมาสวม

“แก้วนี้… น่าจะเป็นแก้วโปรดของคุณหญิง” เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง ร่างของคุณหญิงอังคณา น้องสาวของเหยื่อ ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เธอดูอ่อนแรง ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้

“คุณหญิงครับ ผมสารวัตรพัชรครับ ผมขออนุญาตสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ” สารวัตรพัชรกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “คุณหญิงทราบไหมครับว่าก่อนเกิดเหตุ คุณหญิงมณีรัตน์มีปากเสียงกับใคร หรือมีเรื่องไม่สบายใจอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“ไม่เลยค่ะ” คุณหญิงอังคณาตอบทันที “พี่มณีรัตน์เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยมีปัญหากับใคร… แค่… แค่ช่วงหลังๆ มานี้ ท่าทางดูจะเครียดๆ นะคะ”

“เครียดเรื่องอะไรพอจะทราบไหมครับ” สารวัตรพัชรถามต่อพลางก้มลงสำรวจเศษแก้ววิสกี้อีกครั้ง

“ไม่ทราบจริงๆ ค่ะ” น้ำตาคลอเบ้าของคุณหญิงอังคณา “เหมือนมีเรื่องหนักอึ้งอยู่ในใจ แต่ไม่ยอมปริปากบอกใครเลย”

หลังจากที่คุณหญิงอังคณาจากไป สารวัตรพัชรก็หันกลับมาสำรวจเศษแก้ววิสกี้อีกครั้ง ความละเอียดของเศษแก้วนั้น ทำให้เขาสงสัยว่ามันแตกเองตามธรรมชาติ หรือถูกทำให้แตกด้วยเจตนาบางอย่าง เขาค่อยๆ ใช้แปรงปัดเศษแก้วเล็กๆ เข้าไปในถุงเก็บหลักฐานอย่างเบามือ

“มันดูผิดปกติเกินไป” เขาพึมพำกับตัวเอง “แก้ววิสกี้ที่แตกละเอียดขนาดนี้… มันไม่ใช่เรื่องธรรมดา”

การสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้องในคฤหาสน์ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งคนรับใช้ คนสวน และบรรดาญาติสนิท แต่ดูเหมือนทุกคนจะมีเหตุผลที่สามารถปัดเป่าข้อสงสัยออกไปได้หมดสิ้น ไม่มีใครมีพยานหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ฆาตกรรมได้เลย

ขณะที่สารวัตรพัชรกำลังเดินตรวจตราบริเวณสวนหลังคฤหาสน์ สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นรอยขีดข่วนบางอย่างบนผิวของต้นกุหลาบที่อยู่ใกล้กับหน้าต่างห้องทำงานของคุณหญิงมณีรัตน์ รอยเหล่านั้นดูเหมือนจะเกิดขึ้นใหม่ๆ

“ผู้กอง” เขาเรียกผู้กองสมชายที่กำลังเดินตามมา “ดูตรงนี้สิ”

ผู้กองสมชายก้มลงมองตาม “รอยขีดข่วนครับสารวัตร”

“ใช่… แต่ดูให้ดีสิ มันเหมือนมีอะไรบางอย่างขูดกับผิวต้นกุหลาบจนเป็นรอย” สารวัตรพัชรใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามรอยขีดข่วนนั้น “เหมือนกับว่า… มีใครบางคนพยายามจะปีนเข้ามา… หรือออกไป จากหน้าต่างตรงนี้”

เขาเงยหน้ามองหน้าต่างห้องทำงานที่ปิดสนิทอยู่ “แต่หน้าต่างมันล็อคจากข้างในนี่นา”

“อาจจะเป็นการปีนลงไปครับสารวัตร” ผู้กองสมชายเสนอแนะ

“เป็นไปได้” สารวัตรพัชรพยักหน้า “แต่ทำไมต้องปีนลงไปจากหน้าต่าง… ในเมื่อมีประตูบานใหญ่อยู่แล้ว”

เขานึกถึงเศษแก้ววิสกี้ที่แตกละเอียดในห้องทำงานอีกครั้ง มันดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกันอย่างประหลาด

“ส่งคนไปตรวจสอบรอบๆ บริเวณต้นกุหลาบต้นนี้ให้ละเอียดอีกครั้งนะครับผู้กอง หาเศษอะไรก็ตามที่อาจจะหลุดร่วงลงไป” สารวัตรพัชรสั่งการ

ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่ก็รายงานกลับมาว่าพบเศษแก้วขนาดเล็กบางส่วนอยู่บริเวณโคนต้นกุหลาบ ซึ่งมีลักษณะและส่วนประกอบทางเคมีเหมือนกับเศษแก้ววิสกี้ที่พบในห้องทำงาน

“แสดงว่า… ฆาตกรต้องปีนออกทางหน้าต่างห้องทำงานจริงๆ” สารวัตรพัชรครุ่นคิด “แต่ทำไมต้องทำให้แก้วแตกละเอียดขนาดนั้นด้วย”

เขาเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานอีกครั้ง สายตาจับจ้องไปที่โต๊ะทำงานของคุณหญิงมณีรัตน์ เขาเห็นรูปถ่ายใบหนึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะ เป็นรูปของคุณหญิงมณีรัตน์ในวัยสาว ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง

“ใครคือชายในรูปนี้ครับ” เขาถามคุณหญิงอังคณาที่เดินเข้ามาพอดี

คุณหญิงอังคณาหน้าซีดเผือด “นั่น… นั่นคือคุณธีรยุทธค่ะ… เขาเป็นรักแรกของพี่มณีรัตน์… แต่… เขาเสียชีวิตไปนานแล้ว”

“เสียชีวิตอย่างไรครับ” สารวัตรพัชรถามอย่างใจเย็น

“อุบัติเหตุ… รถคว่ำค่ะ… เมื่อหลายปีก่อน” น้ำเสียงของคุณหญิงอังคณาสั่นเครือ

สารวัตรพัชรเงียบไปชั่วครู่ เขาหยิบรูปถ่ายนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยเปื้อนจางๆ ที่มุมหนึ่งของรูปถ่าย

“คุณหญิงครับ… รอยบนรูปถ่ายใบนี้… มันคืออะไรครับ” เขาชี้ไปที่รอยนั้น

คุณหญิงอังคณาชะโงกหน้ามาดู “อ๋อ… นั่น… คราบไวน์ค่ะ… พี่มณีรัตน์ทำมันหกใส่รูปเมื่อนานมาแล้ว”

“ไวน์… หรือ… เลือดครับ” สารวัตรพัชรเอ่ยขึ้น เสียงของเขากลับมาเย็นชาอีกครั้ง

คุณหญิงอังคณาเบิกตากว้าง “ไม่… ไม่จริง! พี่มณีรัตน์ไม่มีทาง…”

“คุณหญิงครับ” สารวัตรพัชรหันมาเผชิญหน้ากับเธอ “ผมพบเศษผงปริศนาในช่องระบายอากาศของห้องทำงานคุณหญิงมณีรัตน์ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีส่วนประกอบของยาที่ใช้ในการถนอมศพ”

คุณหญิงอังคณากลืนน้ำลายเอื้อก

“และ… รอยขีดข่วนที่ต้นกุหลาบ… รวมถึงเศษแก้ววิสกี้ที่แตกละเอียด… มันบ่งบอกว่า… มีใครบางคนพยายามจะทำลายหลักฐานบางอย่าง” สารวัตรพัชรจ้องเข้าไปในดวงตาที่หวาดกลัวของคุณหญิงอังคณา “หลักฐานที่ว่า… อาจจะเป็น… ความลับของคุณธีรยุทธ”

“คุณ… คุณต้องการจะสื่อว่าอะไร” คุณหญิงอังคณากล่าวเสียงสั่น

“คุณธีรยุทธไม่ได้เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุใช่ไหมครับคุณหญิง” สารวัตรพัชรถามตรงๆ “และคุณหญิงมณีรัตน์… คือคนที่รู้ความจริง… และอาจจะเป็นคนลงมือ… หรือไม่ก็… เป็นคนที่พยายามจะปกปิดความจริงบางอย่าง”

น้ำตาของคุณหญิงอังคณาไหลอาบแก้ม “พี่มณีรัตน์… ไม่ได้ฆ่าคุณธีรยุทธ… แต่… แต่เธอพยายามจะปกป้อง… ปกป้องคนที่รักเธอ…”

“คนที่รักเธอ… คือใครครับ”

“คือ… คือฉันเองค่ะสารวัตร…” เสียงของคุณหญิงอังคณาอ่อนลงเรื่อยๆ “ฉัน… เป็นคนผลักคุณธีรยุทธ… ตอนนั้นเขาเมา… แล้ว… แล้วเขาก็เสียหลัก… ตกจากหน้าผา… พี่มณีรัตน์เห็น… เธอ… เธอเลยช่วยฉัน… ช่วยกัน… อำพรางศพ…”

สารวัตรพัชรยืนนิ่ง เขารับฟังคำสารภาพอย่างเงียบๆ ความลับที่ถูกฝังไว้ภายใต้ความสัมพันธ์อันซับซ้อนของพี่น้อง กำลังถูกเปิดเผยออกมาทีละน้อย

“แล้ว… แล้วเมื่อคืน… ใครเป็นคนทำร้ายคุณหญิงมณีรัตน์ครับ” เขาถามต่อ

“ไม่ใช่… ไม่ใช่ใครอื่น… เขา… เขาเป็นคนที่พี่มณีรัตน์รัก… หลังจากที่รู้ว่าฉัน… ฉันเป็นคนฆ่าคุณธีรยุทธ… เขาก็… เขาโกรธมาก… เขาตามหาพี่มณีรัตน์… เพื่อจะ… จะเอาหลักฐาน… ที่พี่มณีรัตน์เก็บไว้… คือ… คือ… เศษแก้ววิสกี้… ที่มี… รอยเลือดของเขา… ติดอยู่… จากตอนที่… เขาพยายามจะ… บังคับพี่มณีรัตน์…”

“เขา… เขาเป็นใครครับ” สารวัตรพัชรถามอย่างเร่งรีบ

“คือ… คือ… คุณ… คุณธีระ… ลูกชายของคุณธีรยุทธค่ะสารวัตร…” น้ำเสียงของคุณหญิงอังคณาขาดห้วงไป “เขา… เขามาทวงแค้น… แทนพ่อ…”

สารวัตรพัชรยืนนิ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง สายฝนยังคงโปรยปรายไม่หยุดหย่อน ราวกับจะชะล้างคราบเลือดและความลับที่ถูกฝังไว้ในคฤหาสน์วังบุปผาแห่งนี้ให้จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและเรื่องราวอันน่าเศร้าที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

เขาหันกลับมามองเศษแก้ววิสกี้ที่อยู่ในถุงเก็บหลักฐาน มันเป็นเพียงวัตถุที่แตกละเอียด แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกอันบอบบาง… เรื่องราวของความรัก ความแค้น และความลับที่ไม่มีวันถูกเปิดเผยหากไม่ถูกบังคับ