แสงรุ่งอรุณสาดส่องผ่านบานกระจกสีขนาดใหญ่ในห้องทำงานของอาจารย์วิชิต จิตรกรเอกผู้ล่วงลับ ย้อมพื้นไม้ขัดเงาด้วยเฉดสีแดงครามและทองอร่ามราวกับผืนผ้าใบที่ยังมีชีวิต นั่นเป็นภาพแรกที่นักสืบภวินทร์เห็นเมื่อก้าวเข้าสู่คฤหาสน์เก่าแก่แห่งนี้ กลิ่นน้ำมันลินสีดและสีอะคริลิคยังคงอบอวลปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ไม่ว่าจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ไม่อาจเลือนหายไปได้

ร่างของอาจารย์วิชิตนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นพรมสีเข้มข้างขาตั้งรูปภาพที่ยังคงมีผ้าใบเปล่าติดอยู่ ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเบิกโพลงค้างราวกับกำลังมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวก่อนลมหายใจสุดท้ายจะดับลง บนโต๊ะทำงานมีแก้วไวน์แดงคว่ำอยู่ข้างขวดยาเม็ดเล็กๆ ที่เปิดฝาทิ้งไว้ สารวัตรมนตรีแห่งกองปราบกำลังก้มลงมองศพด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มีเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเดินเก็บรวบรวมพยานหลักฐานอย่างเงียบเชียบ

“ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ประตูหน้าต่างล็อกจากด้านใน” สารวัตรมนตรีเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามองภวินทร์ “ดูเหมือนจะเป็นการฆ่าตัวตาย หรืออาจจะหัวใจวายแล้วเผลอกินยาเกินขนาด” ภวินทร์พยักหน้ารับ เขาเดินช้าๆ ไปรอบห้อง สายตาจับจ้องทุกรายละเอียดตั้งแต่รอยแปรงที่ตกอยู่บนพื้นไปจนถึงหยดสีที่กระเด็นบนผืนผ้าใบที่ยังไม่ได้เริ่มวาด

ภวินทร์สังเกตเห็นว่าบานกระจกสีที่ประดับอยู่บนผนังนั้นมีความพิเศษกว่าบานอื่น ลวดลายดอกโบตั๋นและนกยูงถูกจัดวางอย่างวิจิตรบรรจง แต่มีแผ่นกระจกสีน้ำเงินเข้มแผ่นหนึ่งดูเหมือนจะเยื้องศูนย์ไปเพียงเล็กน้อยจนเกือบสังเกตไม่เห็น เขาเอื้อมมือไปสัมผัสกระจกเย็นเฉียบนั้นเบาๆ ก่อนจะหันไปถามสารวัตรมนตรี “มีใครอยู่ในบ้านตอนเกิดเหตุบ้างครับ”

“คุณอร ผู้ช่วยของอาจารย์วิชิต กับคุณวายุ หลานชายที่มาดูแลกิจการของครอบครัว” สารวัตรมนตรีตอบพลางชี้ไปทางหญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่มุมห้อง ใบหน้าเธอซีดเผือด แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “คุณอรเป็นคนพบศพตอนเช้าตรู่ เธอเล่าว่าอาจารย์วิชิตมักจะทำงานถึงดึก และล็อคห้องจากด้านในเสมอ”

ภวินทร์เดินเข้าไปหาคุณอร เขาแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ผมภวินทร์ครับ ขอสอบถามอะไรเล็กน้อยได้ไหมครับ” เธอพยักหน้าอย่างช้าๆ มือทั้งสองข้างกำกันแน่นจนขาวซีด “อาจารย์วิชิตมีศัตรูไหมครับ หรือมีเรื่องขัดแย้งกับใครเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“อาจารย์เป็นคนใจดีค่ะ ไม่เคยมีเรื่องกับใคร” คุณอรตอบเสียงสั่น “แต่ช่วงหลังๆ ท่านดูเครียดๆ เหมือนกำลังกังวลเรื่องอะไรบางอย่าง ท่านมักจะขลุกอยู่แต่ในห้องนี้ แล้วก็ชอบมองออกไปนอกหน้าต่างบานนั้นบ่อยๆ” เธอชี้ไปที่บานกระจกสี ภวินทร์มองตาม เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

“คุณวายุอยู่ไหนครับ” ภวินทร์ถามอีกครั้ง

“เขาไปคุยกับนักข่าวที่ด้านนอกค่ะ” คุณอรตอบ เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “อาจารย์กำลังวาดภาพชิ้นสำคัญ ภาพที่ท่านบอกว่าจะเปลี่ยนโฉมหน้าวงการศิลปะ แต่ท่านยังไม่เคยให้ใครดูเลย” คำพูดของคุณอรทำให้ภวินทร์สนใจ เขาเหลือบมองไปยังผ้าใบเปล่าที่อยู่ข้างศพ มันเป็นภาพสุดท้ายที่อาจารย์วิชิตจะวาดอย่างนั้นหรือ

เมื่อคุณวายุเข้ามาในห้องทำงาน ภวินทร์สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตผ้าไหมราคาแพง มีกลิ่นน้ำหอมฉุนกึก เขาดูเศร้าสร้อย แต่แววตาซ่อนเร้นความกระวนกระวายบางอย่าง “อาจารย์วิชิตเป็นคนอย่างไรครับ” ภวินทร์ถามขึ้นทันที

“ท่านเป็นอัจฉริยะครับ เป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่” คุณวายุตอบ เขาน้ำเสียงราบเรียบเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ “ท่านมักจะชอบเก็บตัวอยู่กับงานศิลปะของท่าน” ภวินทร์เดินไปที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง เขาหยิบขวดยาขึ้นมาดู มันเป็นยาแก้ปวดธรรมดา ไม่ใช่ยาที่มีฤทธิ์ร้ายแรงถึงชีวิต

“คุณวายุทราบไหมครับว่าอาจารย์เคยพูดถึงงานภาพชิ้นสุดท้ายของท่านบ้างหรือเปล่า” ภวินทร์จ้องมองดวงตาของหลานชาย “คุณอรบอกว่าอาจารย์กำลังวาดภาพที่สำคัญมาก”

คุณวายุชะงักไปเล็กน้อย “ผมไม่ทราบเลยครับ อาจารย์ไม่ค่อยพูดเรื่องงานศิลปะกับใครเท่าไหร่” เขากล่าวพลางเลื่อนสายตาไปยังบานกระจกสี ภวินทร์เดินตามไปยืนข้างเขา แสงแดดช่วงสายเริ่มเปลี่ยนมุมตกกระทบ ปรากฏเงาของลวดลายกระจกสีบนพื้น และบนผนัง

ภวินทร์เริ่มทดลอง เขาลองขยับแผ่นกระจกสีน้ำเงินที่ดูเยื้องศูนย์ไปเล็กน้อยนั้นอย่างเบามือ มันขยับได้จริงๆ และเผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ด้านหลัง เมื่อเขาสอดนิ้วเข้าไป เขาพบกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับซ่อนอยู่ ภวินทร์คลี่กระดาษออกอ่าน ข้อความเป็นลายมืออาจารย์วิชิต เขียนว่า “ความจริงอยู่เบื้องหลังเงาของสีที่สาม” และมีสัญลักษณ์รูปดอกโบตั๋นกับนกยูงที่คล้ายกับลวดลายบนกระจกสี

“สีที่สาม” ภวินทร์พึมพำกับตัวเอง เขากวาดสายตามองไปทั่วห้องอีกครั้ง ภาพวาด ภาพร่าง และสีต่างๆ มากมาย แต่ไม่มีภาพใดที่โดดเด่นเป็นพิเศษ ภวินทร์กลับไปที่บานกระจกสีอีกครั้ง เขาแหงนหน้ามองลายดอกโบตั๋นและนกยูงบนกระจกอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วเขาก็สังเกตเห็นบางอย่าง บานกระจกสีนี้มีสามสีหลักคือแดง น้ำเงิน และเหลือง แต่มีอีกหนึ่งสีที่ถูกใช้เป็นพื้นหลังจางๆ นั่นคือสีเขียวเข้ม

เมื่อภวินทร์มองไปที่ผืนผ้าใบเปล่าข้างศพ เขาสังเกตเห็นรอยเปื้อนสีเขียวจางๆ ที่มุมผ้าใบ ราวกับเพิ่งถูกเช็ดออกไปอย่างรีบร้อน เขาหยิบแปรงที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาดม มันมีกลิ่นน้ำมันลินสีด แต่ไม่มีกลิ่นของสีเขียวเลย ภวินทร์เดินไปที่ชุดสีของอาจารย์วิชิต เขาสังเกตเห็นว่าหลอดสีเขียวเข้มหลอดหนึ่งถูกบีบใช้ไปเกือบหมด และมีคราบสีเขียวติดอยู่ที่ปลายนิ้วของคุณวายุ

“คุณวายุ ทำไมสีเขียวถึงไปติดอยู่ที่มือคุณครับ” ภวินทร์ถามเสียงเรียบ ดวงตาจับจ้องไปที่หลอดสีและมือของหลานชาย ทันใดนั้นคุณวายุก็หน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นตามไรผม “ผม… ผมไม่ทราบครับ อาจจะเผลอไปโดน” เขาสะบัดมือเล็กน้อยราวกับจะปัดป้องความผิด

ภวินทร์ไม่ตอบ เขาหยิบผ้าเช็ดมือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานขึ้นมา มันมีคราบสีเขียวเข้มติดอยู่ตรงกลาง ผ้าผืนนี้ถูกใช้เช็ดสิ่งที่เคยอยู่บนผ้าใบเปล่า แสงจากบานกระจกสีสาดส่องเข้ามาในห้องอีกครั้ง และคราวนี้มันดูเหมือนจะเน้นย้ำถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ “อาจารย์วิชิตไม่ได้ฆ่าตัวตายใช่ไหมครับ” ภวินทร์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง เสียงของเขาก้องกังวานในความเงียบงัน

คุณวายุทรุดตัวลงกับพื้น ร่างกายสั่นเทา “ผมไม่ได้ตั้งใจ… ผมแค่ต้องการมรดกทั้งหมด” เขากล่าวสารภาพเสียงอู้อี้ “อาจารย์กำลังจะเปลี่ยนพินัยกรรม เขาจะยกทุกอย่างให้มูลนิธิศิลปะ ผมโมโห เขาไม่ควรทำแบบนั้น” ภวินทร์มองไปยังบานกระจกสีอีกครั้ง แสงแดดยังคงส่องผ่าน ให้เฉดสีที่งดงาม แต่เบื้องหลังความงดงามนั้นคือความมืดมิดของจิตใจมนุษย์

สารวัตรมนตรีเดินเข้ามาพร้อมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เขาหันมามองภวินทร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ ภวินทร์พยักหน้ารับ การจัดฉากฆาตกรรมครั้งนี้แยบยลราวกับงานศิลปะ แต่ไม่อาจซ่อนเร้นความจริงไปได้ตลอดกาล เงาหลังบานกระจกสีได้เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดที่ถูกปกปิดไว้ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและบทเรียนที่ว่าแม้แต่ความงามที่ลึกซึ้งที่สุดก็อาจซ่อนความชั่วร้ายไว้ได้