แสงจันทร์สลัวทอดตัวผ่านหน้าต่างกระจกสีลงมายังห้องโถงกว้าง กลิ่นอับของฝุ่นละอองและไม้เก่าตลบอบอวลไปทั่วบริเวณจนแทบหายใจไม่ออก ร่างของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยืนนิ่งอยู่หน้าเปียโนหลังใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ซึ่งดูเหมือนมันจะหยุดทำหน้าที่ของมันไปนานหลายสิบปีแล้ว
เขาสวมถุงมือหนังสีดำสนิทก่อนจะค่อยๆ สัมผัสลงบนลิ่มคีย์สีขาวที่เหลืองซีดตามกาลเวลา นิ้วเรียวยาวกดลงไปเบาๆ ทว่าไร้ซึ่งเสียงดนตรีเล็ดลอดออกมาแม้แต่ตัวโน้ตเดียว ราวกับว่าสายเปียโนข้างในถูกตัดขาดด้วยเจตนาบางอย่างที่โหดร้ายและแนบเนียนยิ่งกว่าการฆาตกรรมทั่วไป
สารวัตรธันวาขยับแว่นสายตาให้เข้าที่ขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องที่ดูเหมือนจะไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ หลงเหลืออยู่ เขาสังเกตเห็นคราบสีดำจางๆ ที่ติดอยู่บนขอบไม้นอกเหนือจากคราบฝุ่นปกติ ซึ่งดูคล้ายกับรอยถ่านไม้ผสมน้ำมันที่ตั้งใจทาทิ้งไว้ในตำแหน่งที่เป็นเอกลักษณ์
"ดูเหมือนว่าคนร้ายจะไม่ได้ต้องการแค่ชีวิตของเจ้าของบ้าน แต่มันต้องการฝากข้อความอะไรบางอย่างไว้กับเสียงที่ไม่มีวันได้ยิน" ธันวากล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางชี้ให้ผู้ช่วยดูรอยเปื้อนที่เขาสงสัย ขณะที่ผู้ช่วยหนุ่มก้มลงสำรวจฐานเปียโนอย่างละเอียด
ผู้ช่วยหนุ่มใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในซอกลึกระหว่างขาตั้งเปียโนและพื้นพรม ก่อนจะพบกับชิ้นส่วนกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิด เขาดึงมันออกมาด้วยความระมัดระวังเพื่อไม่ให้ทำลายหลักฐานที่อาจหลงเหลืออยู่บนกระดาษแผ่นนั้น ท่ามกลางความเงียบที่กดดันจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
"นี่มันไม่ใช่โน้ตเพลง แต่มันคือผังตำแหน่งของกลอนประตูนิรภัยในห้องใต้ดินที่หายไปเมื่อสิบปีก่อน" ผู้ช่วยหนุ่มอุทานด้วยความตื่นตระหนกพลางคลี่กระดาษที่ยับย่นนั้นออกให้ดู ธันวาหรี่ตาลงมองรอยตารางที่ถูกวาดด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้มขัดแย้งกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
พวกเขารีบก้าวเท้าลงไปยังชั้นใต้ดินทันทีโดยไม่รอช้า เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วทางเดินแคบๆ ที่เต็มไปด้วยหยากไย่และกลิ่นสาบของความชื้น ดาบตำรวจที่เฝ้าอยู่หน้าห้องนิรภัยรีบเปิดทางให้เมื่อเห็นสารวัตรก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เมื่อบานประตูเหล็กหนักอึ้งถูกผลักออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่สมบัติหรือของมีค่า แต่เป็นโครงกระดูกที่ถูกจัดวางไว้ในลักษณะนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่า มือของโครงกระดูกนั้นยังคงวางทาบบนเปียโนของเล่นขนาดเล็กราวกับกำลังบรรเลงเพลงกล่อมเด็กให้กับความมืดมิดที่ไร้จุดจบ
ธันวารีบก้าวเข้าไปตรวจสอบศพที่แห้งกรังตามกาลเวลา ก่อนจะพบว่าที่กะโหลกศีรษะมีรอยร้าวจากการถูกของแข็งกระแทกอย่างแรง ซึ่งเป็นหลักฐานมัดตัวฆาตกรที่เคยก่อคดีสะเทือนขวัญเมื่อทศวรรษที่แล้วได้เป็นอย่างดี เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านขึ้นมาจากพื้นหินสู่ปลายนิ้วเท้า
"คนร้ายไม่ใช่คนนอก แต่มันคือคนในครอบครัวที่ต้องการปิดปากพยานคนสุดท้ายด้วยวิธีที่เงียบเชียบที่สุด" ธันวาพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปยังจี้สร้อยคอที่ตกอยู่ใต้เก้าอี้ไม้ ซึ่งมีอักษรย่อสลักไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นของใครบางคนที่ยืนรออยู่ด้านบนด้วยท่าทีปกติมาโดยตลอด
ท่ามกลางความเงียบที่กลับมาปกคลุมอีกครั้ง เสียงฝีเท้าที่ก้าวลงบันไดมาอย่างช้าๆ ทำให้ทั้งคู่ต้องหันกลับไปมองพร้อมกับชักปืนออกมาเตรียมพร้อมรับมือ แสงไฟจากโถงทางเดินด้านบนเริ่มสั่นไหวและดับวูบลงเหลือเพียงความมืดที่กลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ธันวาคว้าคบไฟบนผนังขึ้นมาถือไว้ในขณะที่เงาร่างของบุคคลปริศนาเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในความสลัว รอยยิ้มที่มุมปากของคนร้ายเผยให้เห็นถึงความวิปริตที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าซื่อตรงตลอดหลายปีที่ผ่านมา ก่อนที่เขาจะตัดสินใจกดปุ่มลับบนผนังเพื่อปิดตายห้องใต้ดินแห่งนี้ตลอดกาล