แสงแดดอ่อนยามบ่ายลอดผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามาในสตูดิโอศิลปะที่เต็มไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันและกลิ่นสนิมจางๆ ร่างของอาจารย์เมฆาจิตรกรฝีมือฉกาจนอนฟุบลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่ยังคงมีรอยพู่กันสีแดงสดแต้มอยู่ราวกับเลือดที่เพิ่งไหลซึมออกมาจากหัวใจของภาพวาด ร่องรอยการต่อสู้ไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย ประตูและหน้าต่างทุกบานถูกปิดตายจากภายในอย่างแน่นหนาจนดูเหมือนว่าเขาอาจจะจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของตัวเองหากไม่ใช่เพราะรอยนิ้วมือเปื้อนสีน้ำเงินที่ประทับอยู่บนกลอนประตูฝั่งที่ไม่มีใครเอื้อมถึง
ร้อยตำรวจเอกธันวาขมวดคิ้วพลางใช้แว่นขยายส่องสำรวจรอบโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยพู่กันและอุปกรณ์วาดรูปที่วางระเกะระกะ เขาพบว่าจานสีของอาจารย์เมฆาไม่ได้มีเพียงสีน้ำมันธรรมดา แต่มีเศษผงสีขาวแปลกปลอมปะปนอยู่คล้ายกับแป้งของนักเล่นกลที่มักใช้ในการลวงตา สายตาของเขาสะดุดเข้ากับเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่มุมห้อง ซึ่งดูเหมือนจะมีบางอย่างผิดปกติไปจากความเป็นจริง
"ดูเหมือนว่าฆาตกรจะไม่ได้เดินออกไปทางประตูที่พวกเราเห็นกันหรอกนะ" ธันวาเอ่ยขึ้นขณะหันไปมองลูกน้องที่กำลังเก็บหลักฐานอย่างตั้งใจ เขาสังเกตเห็นว่าภาพวาดที่ตั้งอยู่กลางห้องนั้นไม่ใช่ผลงานชิ้นเอกที่อาจารย์เมฆากำลังวาดอยู่ แต่มันคือภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดบังช่องลับขนาดเล็กที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงปูนที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งและไร้รอยต่อมาโดยตลอด
"แล้วคนร้ายจะหายตัวไปได้อย่างไรในเมื่อห้องนี้เป็นระบบปิดแบบดิจิทัลทั้งหมดครับสารวัตร" หมวดก้องถามพลางเช็ดเหงื่อที่ไหลซึมตามไรผมด้วยความสงสัย เขาพยายามกดรหัสผ่านที่บันทึกไว้ในระบบความปลอดภัย แต่เครื่องก็ส่งเสียงเตือนว่าไม่มีการเข้าออกผ่านประตูหลักเลยในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ
ธันวาเดินเข้าไปใกล้ภาพวาดชิ้นนั้นมากขึ้นก่อนจะใช้นิ้วเคาะลงบนผืนผ้าใบเบาๆ เสียงที่ดังตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของผ้าใบที่ตึงเปรี๊ยะแต่มันเป็นเสียงโปร่งของช่องว่างด้านหลังผนัง เขาตัดสินใจออกแรงผลักภาพวาดนั้นแรงๆ จนมันพับลงมาเผยให้เห็นกลไกซับซ้อนของบานพับที่ถูกซ่อนไว้ใต้ชั้นสีหนาเตอะอย่างแนบเนียน ฆาตกรไม่ได้หายตัวไปไหนแต่มันใช้ช่องว่างที่เชื่อมต่อไปยังห้องเก็บของข้างๆ เพื่อก่อเหตุและหลบหนีไปได้อย่างไร้ร่องรอย
"ร่องรอยการต่อสู้อยู่ที่นี่ต่างหากล่ะก้อง ดูคราบเลือดที่ติดอยู่ตรงขอบไม้แผ่นนี้สิ" ธันวาชี้ให้เห็นรอยเลือดแห้งกรังที่ถูกทาบทับด้วยสีน้ำมันจนเนียนไปกับพื้นผิว เขาหยิบอุปกรณ์เก็บหลักฐานขึ้นมาเพื่อขูดเศษสีออกเบาๆ เผยให้เห็นเส้นผมสีทองหนึ่งเส้นที่ติดอยู่กับรอยร้าวของไม้ กลิ่นอายของน้ำหอมราคาแพงระเหยออกมาจากจุดนั้นแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายชั่วโมง
"คนคนนั้นต้องเป็นคนที่อาจารย์เมฆาไว้ใจถึงขนาดให้เข้ามาในสตูดิโอส่วนตัวได้โดยไม่มีการขัดขืน" ก้องพึมพำขณะมองดูเส้นผมนั้นด้วยความตระหนก เขารู้ดีว่าในบรรดาลูกศิษย์ของอาจารย์เมฆามีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและรสนิยมหรูหราเช่นนี้ ฆาตกรไม่ได้มาเพื่อขโมยผลงานศิลปะ แต่มันมาเพื่อทำลายหลักฐานบางอย่างที่อาจารย์เมฆาเพิ่งค้นพบและพยายามจะเปิดโปงในภาพวาดชิ้นสุดท้ายนี้
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูสตูดิโอทำเอาทั้งคู่ต้องหยุดชะงักและรีบหลบเข้ามุมมืดเพื่อรอจังหวะ ร่างเงาสูงโปร่งของหญิงสาวคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีเรียบเฉย เธอไม่ได้ดูตกใจแม้แต่น้อยที่เห็นตำรวจอยู่ในที่เกิดเหตุ ดวงตาคู่สวยของเธอกวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่ภาพวาดที่ถูกเปิดเผยกลไกออกมาแล้ว แววตาของเธอสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเย็นชาที่น่าขนลุก
"สายไปแล้วนะที่คุณจะมาทำลายภาพวาดนี้ เพราะภาพวาดนี้ได้บอกชื่อของคุณไว้หมดแล้ว" ธันวาก้าวออกมาจากเงามืดพร้อมกับแสดงหมายจับในมือ เขาเห็นรอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาวคนนั้น ราวกับว่าเธอรอคอยช่วงเวลานี้มานานแสนนานโดยไม่คิดจะหลบหนีไปไหนอีกเลย
หญิงสาวหัวเราะเบาๆ ในลำคอขณะก้มลงมองภาพวาดฝีมืออาจารย์ของเธอที่เปื้อนคราบเลือด "ศิลปะที่แท้จริงคือการยอมรับความตายที่งดงามที่สุด และอาจารย์ก็เลือกที่จะจบชีวิตลงด้วยสีสันที่เขารักมากที่สุดเองต่างหากล่ะ" เธอเดินเข้าหาธันวาโดยไม่ขัดขืนใดๆ ราวกับว่าเธอเป็นเพียงชิ้นงานศิลปะที่ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว
ธันวาไม่ได้ตอบโต้แต่พยักหน้าให้ลูกน้องเข้าควบคุมตัวเธอทันที ก่อนที่เธอจะถูกพาตัวไปเขาสังเกตเห็นว่าบนนิ้วมือของหญิงสาวมีรอยเปื้อนสีสีน้ำเงินที่ตรงกับรอยนิ้วมือบนกลอนประตูห้องอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ความจริงถูกเปิดเผยภายใต้แสงไฟสลัวที่ค่อยๆ ดับลงทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วห้องทำงานที่เต็มไปด้วยร่องรอยของความโหดร้ายและงานศิลปะที่ไม่มีวันเสร็จสมบูรณ์