เม็ดฝนดิจิทัลโปรยปรายลงบนกระจกใสของหน้าต่างห้องพักเอริค มันเป็นเพียงภาพจำลองของสภาพอากาศที่ระบบสร้างขึ้นเพื่อผ่อนคลายจิตใจจากความตึงเครียดของมหานครเซเทลไลท์ที่แผ่กว้างเบื้องล่าง แสงนีออนหลากสีฉาบไล้อาคารสูงระฟ้าที่ทอดยาวเป็นชั้นๆ สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกตที่ไร้จุดสิ้นสุด

เขายกแก้วน้ำอุ่นขึ้นจิบ พลางเหลือบมองนาฬิกาข้อมือที่แสดงค่าพารามิเตอร์ของมิติเวลาในบริเวณใกล้เคียง ค่าความเสถียรของไทม์ไลน์ยังคงอยู่ในระดับสีเขียว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเช้าวันจันทร์ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น เอริคถอนหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยวันนี้ก็คงไม่มี “มิติปริแตก” ให้ต้องออกไปแก้ไขแต่เช้า

เอริคเป็น “ผู้ประสานกาล” หรือ Temporal Harmonizer อาชีพที่หลายคนไม่เข้าใจ แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในเมืองเซเทลไลท์แห่งนี้ ที่ซึ่งร่องรอยของอดีตบางครั้งก็ปรากฏตัวขึ้นมาในรูปแบบของภาพหลอน เสียงสะท้อน หรือแม้กระทั่งความรู้สึกที่ไม่ได้เป็นของปัจจุบัน เขามีหน้าที่ใช้เทคโนโลยีและสัญชาตญาณส่วนตัวเพื่อปรับจูนความถี่ของเวลาให้กลับมาสมดุล ไม่ให้อดีตแทรกซึมหรือกลืนกินปัจจุบัน

ไม่นานนัก หน้าจอที่ผนังก็สว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีแดงฉาน สัญลักษณ์เตือนภัยกระพริบถี่ๆ พร้อมกับเสียงไซเรนแผ่วเบาที่ดังมาจากกำไลข้อมือของเขา “มิติปริแตกในเขต 7A” เสียงสังเคราะห์จากระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติดังขึ้นอย่างเร่งรีบ ความเสถียรของไทม์ไลน์ในจุดนั้นลดลงฮวบฮาบ

เขต 7A เป็นพื้นที่เก่าแก่ที่ถูกทอดทิ้งมานานนับศตวรรษ เป็นเหมือนหลุมฝังศพของอดีตที่ไม่มีใครอยากจดจำ อาคารเก่าทรุดโทรมที่อยู่ใต้เงาของตึกระฟ้าสมัยใหม่ เป็นที่เก็บซ่อนเรื่องราวมากมายที่ถูกผนึกไว้ในกาลเวลา เอริคสวมชุดปฏิบัติการสีเทาเข้มที่มีแผงวงจรเรืองแสงสีฟ้าอ่อนๆ วิ่งไปตามเส้นสายของชุด มันถูกออกแบบมาเพื่อช่วยกรองสัญญาณรบกวนทางมิติและเสริมความสามารถในการรับรู้ของเขา

เมื่อไปถึงทางเข้าเขต 7A ความรู้สึกเย็นเยือกก็แล่นไปทั่วร่างของเอริค อากาศบริเวณนั้นหนักอึ้งและเต็มไปด้วย “เสียงกระซิบ” จากอดีตที่ปะปนกัน เขามองเห็นภาพซ้อนของอาคารที่เคยตั้งตระหง่านอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ในยุคที่แตกต่างกัน ทับซ้อนกับซากปรักหักพังในปัจจุบัน

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง เอริค” เสียงของลีน่าดังขึ้นจากหูฟัง เธอคือนักวิเคราะห์ไทม์ไลน์ประจำศูนย์ควบคุม

“แย่กว่าที่คิด ลีน่า” เขากล่าวพลางปรับหน้ากากกรองอากาศให้กระชับขึ้น “เหมือนอดีตกำลังพยายามจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มันไม่ใช่แค่ภาพสะท้อน แต่มันเป็นเหมือนแผลเปิดที่กำลังดูดกลืนพลังงานจากปัจจุบัน”

เอริคเดินลึกเข้าไปในซากปรักหักพัง พื้นที่นั้นมืดสลัว แสงจากไฟฉายของเขาตัดผ่านละอองฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้าง ภาพผู้คนเดินขวักไขว่ปรากฏขึ้นและเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และเสียงร้องไห้ปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก กลิ่นไหม้จางๆ ลอยมาพร้อมกับความรู้สึกหวาดกลัวที่ปะทุขึ้นในอกของเขา

เขาหยิบอุปกรณ์ทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือขึ้นมา มันคือ “เครื่องปรับจูนความถี่กาล” (Temporal Frequency Tuner) ซึ่งไม่ใช่ AI แต่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้คลื่นความถี่พิเศษเพื่อรบกวนและปรับสมดุลของอนุภาคเวลาที่ก่อตัวเป็นมิติ เขาค่อยๆ ปรับหน้าปัดอย่างระมัดระวัง พยายามหาจุดกำเนิดของความผิดปกติที่รุนแรงที่สุด

“เอริค ระวังนะ” ลีน่าเตือน “ข้อมูลบ่งชี้ว่าจุดศูนย์กลางของมิติปริแตกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถ้ามันถึงจุดวิกฤติ เราอาจจะสูญเสียไทม์ไลน์ปัจจุบันในเขตนั้นไปอย่างถาวร”

เสียงของเธอขาดๆ หายๆ ราวกับสัญญาณกำลังถูกรบกวน เอริครู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นรอบตัว ผนังอาคารเบื้องหน้าเริ่มสั่นสะเทือน เผยให้เห็นรอยร้าวที่ไม่ได้เกิดจากความเก่าแก่ แต่เป็นเหมือนรอยแผลที่ฉีกขาดในห้วงเวลา ผนังตรงนั้นกลับกลายเป็นภาพของตลาดสดที่เต็มไปด้วยผู้คนเมื่อหลายร้อยปีก่อน ก่อนที่ภาพจะบิดเบี้ยวและกลับเป็นผนังที่แตกร้าวอีกครั้ง

เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่มากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกาลเวลากำลังดูดพลังงานชีวิตของเขา เอริคต้องเร่งฝีเท้า เขารู้ดีว่าเขามีเวลาน้อยเต็มทีแล้ว

เอริคมาถึงใจกลางของเขต 7A ตรงนั้นคือซากอาคารสูงที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่ง เศษเหล็กกับคอนกรีตที่บิดเบี้ยวกลายเป็นฉากหลังให้กับภาพที่น่าสะพรึงกลัว เบื้องหน้าเขาคือเหตุการณ์จำลองที่สมจริงราวกับความจริง ภาพของอาคารที่กำลังถล่มลงมาอย่างช้าๆ ผู้คนกรีดร้องวิ่งหนีอลหม่าน กลิ่นควันและฝุ่นคละคลุ้งจนแสบจมูก เสียงกระซิบกลายเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนของความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง

มันคือหายนะครั้งใหญ่ในอดีตที่ถูกผนึกไว้ในชั้นเวลา และตอนนี้มันกำลังพยายามจะหลุดพ้นออกมา เอริครู้สึกเหมือนถูกดึงเข้าไปในภาพนั้น ร่างกายของเขารู้สึกถึงแรงกระแทกจากเศษซากที่ร่วงหล่น เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องทำให้เขาทรุดลงไปคุกเข่า ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเอื้อมมือมาหาเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและความสิ้นหวังปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับเธอพยายามจะฉุดดึงเขาเข้าไปในห้วงแห่งความตาย

“ทนไว้นะ เอริค” เสียงของลีน่าแผ่วเบาในหูฟัง “นายต้องปรับจูนมันให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะกลืนกินทุกอย่าง”

เขารวบรวมสติทั้งหมดที่มี พยายามเพ่งมองหา “แกนเวลา” ที่บิดเบี้ยวอยู่ท่ามกลางความโกลาหล จิตใจของเขาต่อต้านความรู้สึกที่ถูกดึงเข้าไปในอดีตอย่างเต็มกำลัง มือที่สั่นเทาของเขายกเครื่องปรับจูนขึ้นมา กดปุ่มปรับความถี่อย่างรวดเร็ว เขาต้องหาจุดที่สมบูรณ์แบบ จุดที่ความถี่ของอดีตและความถี่ของปัจจุบันจะสามารถสมานกันได้

แสงสีฟ้าเข้มพุ่งออกจากเครื่องปรับจูนเข้าสู่ใจกลางของหายนะ ภาพของตึกที่กำลังถล่มหยุดชะงัก ผู้คนแข็งค้างในท่าทางหวาดกลัว เสียงกรีดร้องเงียบงันลงทันที เอริครู้สึกถึงแรงต้านทานมหาศาลที่พยายามจะฉีกร่างของเขาออกจากกัน เส้นเลือดปูดโปนบนขมับของเขา เขาต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อรักษาสมดุลของคลื่นความถี่ จิตใจของเขาพร่าเลือน ความจริงสับสนกับภาพหลอน เขาเกือบจะปล่อยมือจากอุปกรณ์

ทันใดนั้น แสงสีฟ้าก็สว่างวาบขึ้นอย่างรุนแรงราวกับระเบิด แรงปะทะของคลื่นพลังงานซัดร่างของเอริคกระเด็นไปติดกับซากเสา ก่อนที่ภาพทั้งหมดจะสลายไปพร้อมกับเสียงสะท้อนสุดท้ายที่เงียบงันลง ความกดดันในอากาศคลายตัวลงอย่างฉับพลัน เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก

เอริคลืมตาขึ้นช้าๆ ร่างกายของเขาระบมไปหมด เขามองไปยังจุดที่เคยเป็นใจกลางของมิติปริแตก ตอนนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่แท้จริง ไม่มีการเคลื่อนไหวของอดีต ไม่มีการกรีดร้องใดๆ เหลืออยู่ เขต 7A กลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ถูกผนึกไว้ในกาลเวลา

เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ก้าวเดินออกจากเขต 7A อย่างเชื่องช้า แสงนีออนของมหานครเซเทลไลท์ยังคงสว่างไสวอยู่เบื้องบน ผู้คนยังคงใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่รู้เลยว่าเมื่อครู่ที่ผ่านมา อดีตเกือบจะฉีกทึ้งปัจจุบันออกเป็นเสี่ยงๆ เอริคหยุดยืน หันกลับไปมองซากปรักหักพังอีกครั้ง ก่อนจะถอนหายใจและเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเงาของความสำเร็จที่ไม่มีใครเห็น และน้ำหนักของกาลเวลาที่ยังคงติดอยู่ในใจของเขา