แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ่านรอยแยกของม่านกำมะหยี่สีแดงเข้ม ตกกระทบลงบนโต๊ะไม้โอ๊กตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องทำงานที่เงียบสงัด รสารวัตรอารินก้าวเท้าเข้าไปในห้องด้วยความระมัดระวัง กลิ่นอับของกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นจางของกำยานที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาหยุดยืนอยู่หน้ากระดานหมากรุกแกะสลักที่ทำจากไม้พยุงสีคล้ำ มีหมากฝ่ายขาวและดำวางค้างไว้ในตำแหน่งที่ดูเหมือนการเดินหมากที่ยังไม่สิ้นสุด
ร่างของศาสตราจารย์เมธาถูกเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว แต่รอยชอล์กสีขาวบนพื้นพรมยังคงย้ำเตือนถึงจุดที่ลมหายใจสุดท้ายสูญสิ้นไป อารินย่อตัวลงข้างกระดานหมากรุก เขาหยิบแว่นขยายออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ตแล้วค่อยๆ ส่องดูพื้นผิวไม้ที่ขัดเงาจนเลื่อม สายตาของเขาหยุดกึกอยู่ที่ร่องไม้ขนาดเล็กตรงหัวมุมของช่อง E4 ซึ่งมีผงละเอียดสีเทาเข้มติดค้างอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ศาสตราจารย์ไม่ได้สูบบุหรี่มาเกือบสิบปีแล้วไม่ใช่หรือครับ" อารินเอ่ยขึ้นโดยไม่หันไปมองชายหนุ่มที่ยืนสั่นสะท้อนอยู่ตรงประตูห้อง
"ครับ ท่านเลิกขาดตั้งแต่อาการโรคหัวใจเริ่มกำเริบ" ธนา หลานชายเพียงคนเดียวของผู้วายชนม์ตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าพลางบีบมือตัวเองแน่น "ในบ้านหลังนี้ไม่มีใครสูบบุหรี่เลยสักคนเดียวครับสารวัตร"
อารินใช้ไม้พันสำลีขนาดจิ๋วป้ายเศษผงนั้นออกมาอย่างเบามือ เขาสังเกตเห็นว่าเศษขี้เถ้านี้มีลักษณะเกล็ดที่ละเอียดเกินกว่าจะเป็นเถ้าบุหรี่ทั่วไป มันมีความมันวาวจางๆ เมื่อต้องแสงไฟประหนึ่งเศษซากของอะไรบางอย่างที่ถูกเผาไหม้อย่างสมบูรณ์ภายใต้ความร้อนสูง สารวัตรหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่เต็มไปด้วยชั้นหนังสือสูงจรดเพดาน
"คืนที่เกิดเหตุ คุณบอกว่าได้ยินเสียงแก้วแตกเพียงครั้งเดียวใช่ไหม" อารินถามพลางเดินไปที่ตู้โชว์ถ้วยรางวัลที่มุมห้อง
"ใช่ครับ ผมรีบวิ่งมาจากห้องนอนชั้นล่าง แต่ประตูล็อกอยู่จากข้างใน" ธนาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเขามองไปที่กระดานหมากรุกด้วยความหวาดหวั่น "กว่าผมจะพังประตูเข้ามาได้ ท่านก็... ท่านก็นอนแน่นิ่งไปแล้วครับ"
สารวัตรอารินหยุดนิ่งหน้าแจกันเซรามิกที่แตกกระจายอยู่บนพื้นใกล้กับหน้าต่างที่ปิดสนิท เขาไม่ได้สนใจเศษกระเบื้องเหล่านั้นมากเท่ากับรอยขูดขีดจางๆ บนขอบหน้าต่างไม้ที่ดูเหมือนรอยเล็บหรือของแข็งบางอย่างที่พยายามยื้อยุดเอาไว้ เขาหันกลับมาพิจารณาตำแหน่งของหมากบนกระดานอีกครั้ง หมากคิงของฝ่ายขาวถูกล้อมด้วยขุนพลของฝ่ายดำในลักษณะที่เรียกว่ารุกฆาตในอีกไม่กี่ตา
"ศาสตราจารย์ชอบเล่นหมากรุกกับใครเป็นพิเศษไหม" อารินตั้งคำถามพลางใช้นิ้วชี้แตะที่ตัวเบี้ยตัวหนึ่งเบาๆ
"ท่านมักจะเล่นคนเดียวครับ หรือบางทีก็เล่นผ่านจดหมายกับเพื่อนเก่าที่อยู่ต่างจังหวัด" ธนาตอบพลางขมวดคิ้วเหมือนกำลังใช้ความคิด "แต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านดูหมกมุ่นกับกระดานนี้มาก ท่านบอกว่าเขากำลังจะมาเพื่อปิดเกมที่ค้างคาไว้เมื่อสามสิบปีก่อน"
อารินขมวดคิ้วตามคำบอกเล่านั้น เขาตัดสินใจยกตัวขุนสีดำขึ้นมาดูด้านล่างและพบว่ามีรอยคราบกาวบางๆ ที่ยังไม่แห้งสนิทดีนัก เขาใช้ใบมีดขนาดเล็กสะกิดฐานรองกำมะหยี่ของตัวหมากออกอย่างใจเย็น ภายในช่องว่างที่ถูกเจาะไว้ในตัวหมากไม้เข้มข้นนั้นกลับว่างเปล่า แต่กลิ่นที่โชยออกมากลับเป็นกลิ่นกำมะถันที่รุนแรงจนเขาต้องนิ่วหน้า
"เขานัดพบกับใครบางคนจริงๆ แต่ไม่ใช่เพื่อนเก่าหรอกธนา" อารินเอ่ยเสียงเรียบพลางเดินไปที่เตาผิงที่ไม่ได้ใช้งานมานาน "เศษขี้เถ้านั่นไม่ใช่บุหรี่ แต่มันคือเศษของกระดาษนิรภัยที่ใช้เขียนรหัสลับบางอย่าง ซึ่งจะสลายตัวและไหม้ไหม้ทันทีเมื่อสัมผัสกับอากาศในอุณหภูมิที่กำหนด"
เขาก้มลงมองในเตาผิงและพบรอยไหม้เล็กๆ ที่ก้นเตาซึ่งมีลักษณะเดียวกับเศษผงบนกระดานหมากรุก อารินเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในหัว ฆาตกรไม่ได้พังหน้าต่างเข้ามา แต่เข้ามาทางประตูในฐานะแขกที่ได้รับเชิญ การเล่นหมากรุกคือการเจรจา และหมากที่วางค้างไว้นั้นไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือข้อความที่บอกตำแหน่งของสิ่งที่ฆาตกรต้องการ
"คุณรู้ไหมว่าทำไมหมากตัวนี้ถึงมีคราบกาว" อารินชูตัวขุนสีดำขึ้นมาในระดับสายตาของธนา "เพราะมีคนพยายามซ่อนบางอย่างไว้ในนี้ก่อนที่ศาสตราจารย์จะเสียชีวิต และคนคนนั้นต้องรู้ดีว่าศาสตราจารย์จะวางหมากตัวนี้ไว้ที่ตำแหน่งไหนบนกระดาน"
ธนาเริ่มถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัด เหงื่อเม็ดเล็กผุดขึ้นตามไรผมทั้งที่อากาศในห้องนั้นเย็นเยียบ อารินเดินเข้าไปหาชายหนุ่มช้าๆ สายตายังคงจับจ้องไปที่ปฏิกิริยาของอีกฝ่ายอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวของเขาสม่ำเสมอและกดดันราวกับเสียงเดินของนาฬิกาที่กำลังจะหมดเวลา
"ที่น่าแปลกคือ" อารินหยุดยืนตรงหน้าธนา "เศษขี้เถ้านั่นอยู่บนช่อง E4 ซึ่งเป็นตำแหน่งที่หมากคิงฝ่ายขาวต้องเดินไป แต่ในตอนนี้หมากตัวที่วางอยู่ตรงนั้นกลับเป็นเบี้ยที่ถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว ใครกันที่เป็นคนขยับหมากหลังจากศาสตราจารย์หมดลมหายใจ"
"ผม... ผมไม่ได้ทำ ผมแค่พยายามจะช่วยท่าน" ธนาละล่ำละลักพลางยกมือขึ้นบังหน้าอกตัวเองเหมือนพยายามจะปกปิดความลับบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อเชิ้ตสีสุภาพ
อารินไม่ตอบคำถามนั้นแต่กลับคว้าข้อมือของธนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาพลิกฝ่ามือของชายหนุ่มขึ้นและพบรอยแดงจากการถูกความร้อนลวกที่ปลายนิ้วชี้และนิ้วโป้ง รอยไหม้นั้นยังมีคราบผงสีเทาติดอยู่ประปรายเหมือนกับที่พบในร่องไม้ของกระดานหมากรุกไม่มีผิดเพี้ยน ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานนั้นทันที มีเพียงเสียงลมพัดผ่านรอยแตกของหน้าต่างที่ส่งเสียงหวีดหวิว
"คุณเผาจดหมายฉบับนั้น แต่ความร้อนของสารเคมีมันรุนแรงเกินกว่าที่คุณคาดไว้" อารินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพช "คุณพยายามจะขโมยรหัสบัญชีลับของอาตัวเองด้วยการเปลี่ยนหมากตัวที่มีไมโครฟิล์มซ่อนอยู่ แต่คุณลนลานจนทำเศษขี้เถ้าร่วงลงไปในร่องไม้ และนั่นคือพยานหลักฐานเดียวที่ศาสตราจารย์ทิ้งไว้ให้ผมในตาเดินสุดท้ายของเขา"
ธนาทรุดตัวลงกับพื้นพรม ร่างกายสั่นเทาด้วยความขลาดกลัวขณะที่อารินหยิบกุญแจมือออกมา แสงอาทิตย์ที่เคยส่องสว่างเริ่มลับขอบฟ้าทิ้งให้ห้องทำงานจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด มีเพียงกระดานหมากรุกโบราณที่ยังคงตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะ เป็นพยานถึงชัยชนะครั้งสุดท้ายของชายชราที่ใช้ชีวิตแลกกับการเปิดเผยความจริง
สารวัตรหนุ่มเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งไว้เพียงเงาของหมากรุกที่ทอดยาวไปตามพื้นห้อง ราวกับวิญญาณของผู้ตายที่ยังคงจับจ้องมองผลลัพธ์ของเกมนี้อยู่ไม่วางตา ในร่องไม้เล็กๆ นั้น เศษขี้เถ้าที่เคยเป็นปริศนายังคงสงบนิ่ง รอคอยให้กาลเวลาพัดพาความลับทั้งหมดหายไปพร้อมกับสายลมยามค่ำคืน