ฝนโปรยปรายลงมากระทบหน้าต่างคฤหาสน์ตระกูลเวนิสจนเกิดเสียงดังระงมท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืน สารวัตรอัครเดชก้าวเท้าผ่านโถงทางเดินที่ปูด้วยพรมกำมะหยี่สีแดงสด รองเท้าหนังของเขาทำหน้าที่ตอกย้ำความสงบที่น่าอึดอัดใจ ก่อนจะหยุดยืนหน้าห้องโถงกลางที่ศพของเจ้าของบ้านนอนไร้วิญญาณอยู่บนพื้นไม้ขัดมัน

แสงจากไฟฉายกราดไปทั่วห้องเผยให้เห็นความผิดปกติที่ชวนขนลุก กระจกเงาทุกบานที่ติดตั้งอยู่ตามผนังกลับกลายเป็นสีดำมืดสนิทราวกับถูกพ่นด้วยสีน้ำมันชั้นดี ต่างจากคันฉ่องสำริดโบราณบานหนึ่งที่วางอยู่บนแท่นไม้ใจกลางห้องซึ่งกลับมีรอยร้าวลึกพาดผ่านเป็นเส้นตรงกลางแผ่นโลหะสะท้อนแสงสลัวจากเปลวเทียนที่ยังไม่ดับมอด

“สารวัตรครับ ไม่มีรอยงัดแงะที่ประตูหรือหน้าต่างเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างถูกล็อกไว้จากด้านในอย่างแน่นหนา” จ่าสมหมายรายงานพลางเช็ดเหงื่อที่ซึมตามขมับด้วยท่าทางตื่นตระหนก เขาไม่กล้าหันไปมองกระจกสีดำเหล่านั้นแม้แต่แวบเดียว

อัครเดชไม่ตอบแต่เดินเข้าไปใกล้คันฉ่องสำริดบานนั้น กลิ่นกำมะถันจางๆ ลอยแตะจมูกเมื่อเขาขยับเข้าไปใกล้มากขึ้น เขาหยิบถุงมือยางขึ้นมาสวมก่อนจะใช้นิ้วลูบผ่านรอยร้าวบนผิวโลหะเย็นเฉียบ รอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดจากการกระแทกทั่วไป แต่ดูเหมือนการถูกกรีดด้วยของมีคมที่อัดแน่นด้วยแรงเค้นมหาศาล

“คุณเห็นอะไรในรอยร้าวนั่นไหมจ่า ลองส่องดูดีๆ สิ” สารวัตรเอ่ยเสียงเรียบขณะขยับไฟฉายให้แสงตกกระทบมุมที่พอเหมาะ จ่าสมหมายขยับเข้ามาใกล้ด้วยความลังเลก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นเงาสะท้อนในรอยร้าวนั้นไม่ใช่ภาพของห้องโถง แต่กลับเป็นภาพใบหน้าของชายชราที่นอนเป็นศพอยู่บนพื้นกำลังยืนยิ้มอย่างบิดเบี้ยว

“นั่นมันเป็นไปไม่ได้ ผมเห็นเขานอนอยู่ตรงนั้น แต่ในกระจกเขากำลังยืนอยู่” จ่าสมหมายอุทานเสียงสั่นพลางถอยกรูดไปพิงผนังห้องที่เย็นเฉียบ อัครเดชไม่ได้แสดงอาการตกใจเขากลับหยิบมีดพกขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วเริ่มสะกิดเศษผงสีดำที่เกาะอยู่ตามขอบคันฉ่อง

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้งจนได้ยินเสียงหยดน้ำที่ไหลจากชายคาบ้าน อัครเดชพบว่าเศษผงสีดำนั้นไม่ใช่สีแต่เป็นคราบเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ของเส้นผมมนุษย์ผสมกับสารเคมีบางอย่าง เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบห้องอีกครั้งเพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่ฆาตกรอาจหลงลืมไว้

“คนร้ายไม่ได้ออกจากห้องนี้ไปทางประตูจ่า มันยังอยู่ที่นี่ในฐานะส่วนหนึ่งของเงาที่เขาสร้างขึ้นมา” อัครเดชกล่าวพลางหันไปมองภาพวาดสีน้ำมันที่แขวนอยู่ตรงข้ามกับคันฉ่อง เขาพบว่าดวงตาของบุคคลในภาพวาดขยับเปลี่ยนทิศทางได้ตามตำแหน่งที่เขายืนอยู่ มันไม่ใช่ภาพวาดธรรมดาแต่เป็นกลไกซ่อนตัวที่ซับซ้อน

ทันใดนั้นไฟในห้องก็ดับพรึบลงพร้อมกับเสียงกลไกฟันเฟืองที่หมุนตัวอยู่หลังผนังดังสนั่นหวั่นไหว อัครเดชชักปืนพกออกมาจ่อไปที่ภาพวาดนั้นทันทีโดยไม่รอช้า เขารู้ดีว่าฆาตกรกำลังรอจังหวะที่ความมืดจะกลืนกินทุกอย่างเพื่อจัดการกับพยานที่เหลือรอดเพียงคนเดียวในห้องนี้

“ออกมาเสียเถอะ ผมรู้ว่าคุณอยู่ในช่องลับหลังกรอบรูปนั่น” สารวัตรตะโกนก้องเสียงของเขาดังก้องไปทั่วโถงกว้างแต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาที่ดังมาจากมุมมืดใกล้กับคันฉ่องสำริด อัครเดชจึงยิงปืนขึ้นไปบนเพดานเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่าย

เงาสีดำสายหนึ่งพุ่งออกมาจากเงามืดของคันฉ่องรวดเร็วราวกับอสรพิษ มือของฆาตกรที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทคว้าเข้าที่ลำคอของสารวัตรอย่างแรง อัครเดชอาศัยจังหวะที่ฆาตกรเสียหลักกระแทกศอกเข้าที่สีข้างอย่างจังจนอีกฝ่ายร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น

ไฟฉายของจ่าสมหมายที่ทำตกไว้บนพื้นกลับมาสว่างขึ้นอีกครั้ง เผยให้เห็นชายสวมชุดคลุมสีดำสนิทที่ใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากไร้ใบหน้า อัครเดชรีบเข้าไปกดทับตัวคนร้ายไว้กับพื้นพร้อมกับกระชากหน้ากากนั้นออก สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าเขาคือใบหน้าที่ดูเหมือนชายชราผู้เสียชีวิตอย่างไม่มีผิดเพี้ยนราวกับฝาแฝดที่ถูกลืมเลือน

“คุณคือลูกชายที่หายสาบสูญไปเมื่อยี่สิบปีก่อนสินะ” อัครเดชถามพลางใส่กุญแจมือคนร้ายที่ยังคงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ฆาตกรไม่ได้ตอบโต้อะไรเพียงแต่จ้องมองไปยังคันฉ่องสำริดที่บัดนี้รอยร้าวได้ขยายตัวจนเกือบแยกออกจากกันเป็นสองส่วนอย่างช้าๆ

คันฉ่องสำริดแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อแรงสั่นสะเทือนจากภายนอกทำให้แท่นไม้ที่รองรับอยู่ล้มลง รอยร้าวที่เคยเป็นปริศนาเผยให้เห็นห้องลับเล็กๆ ที่บรรจุบันทึกการฆาตกรรมที่ถูกจารึกด้วยน้ำหมึกสีเลือดเอาไว้อย่างละเอียด อัครเดชหยิบบันทึกนั้นขึ้นมาอ่านก่อนจะพบความจริงว่าทุกการกระทำที่ผ่านมาคือการล้างแค้นให้กับความอัปยศที่ตระกูลเวนิสเคยก่อไว้

ฝนยังคงตกหนักไม่ขาดสายในขณะที่รถตำรวจหลายคันแล่นเข้ามาจอดหน้าคฤหาสน์ อัครเดชเดินออกมาจากบ้านด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ เขาทิ้งคันฉ่องที่พังทลายไว้เบื้องหลังพร้อมกับความลับที่ถูกฝังลงไปในเถ้าถ่านของกาลเวลา ภายใต้แสงไฟกะพริบของรถตำรวจ เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้นถนนที่เปียกชื้นราวกับจะเตือนว่าความยุติธรรมมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ