สายฝนโปรยปรายกระทบหลังคาสังกะสีของหอคอยนาฬิกาดาราศาสตร์เก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง สารวัตรอัครเดชก้าวข้ามธรณีประตูไม้โอ๊กที่บวมชื้นด้วยน้ำฝน กลิ่นอับของกระดาษเก่าและน้ำมันหล่อลื่นเครื่องจักรลอยอบอวลไปทั่วอากาศ เขาเหลือบมองร่างไร้วิญญาณของชายชราผู้ดูแลหอคอยที่นอนพาดอยู่บนฟันเฟืองทองเหลืองขนาดมหึมา แสงไฟจากไฟฉายในมือของเขาเผยให้เห็นรอยเขียวช้ำที่ลำคอและเศษชิ้นส่วนโลหะแปลกปลอมที่ฝังอยู่ในรอยร้าวของหน้าปัดนาฬิกาดาราศาสตร์ที่หยุดเดินไปตั้งแต่เวลาเที่ยงคืนตรง

เขาขยับเข้าไปใกล้ร่างนั้นมากขึ้นพลางใช้ถุงมือหนังเก็บเศษโลหะชิ้นเล็กๆ ที่ดูคล้ายเข็มทิศหักครึ่งออกมาจากซอกฟันเฟือง อัครเดชสังเกตเห็นว่าดวงตาของเหยื่อเบิกกว้างราวกับกำลังจ้องมองความลับบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้หลังหน้าปัดนาฬิกา เขาสั่งให้ผู้ช่วยกันพื้นที่รอบนอกไว้ก่อนจะเริ่มตรวจสอบร่องรอยการต่อสู้ที่แทบไม่มีให้เห็น นอกจากรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ที่ลากยาวไปสู่ผนังด้านทิศเหนือซึ่งมีกลไกซับซ้อนของนาฬิกาติดตั้งอยู่

"ดูเหมือนเขาไม่ได้สู้กับคนร้าย แต่กำลังปกป้องอะไรบางอย่างอยู่" อัครเดชพึมพำขณะใช้นิ้วลูบผ่านรอยร้าวบนกระจกหน้าปัดนาฬิกา เขาพบว่ารอยร้าวนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากแรงกระแทกจากภายนอก แต่มันมีทิศทางการแตกกระจายที่บ่งบอกว่าแรงดันมหาศาลมาจากด้านในของตัวเรือนนาฬิกาโดยตรง ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเครื่องจักรกลโบราณเช่นนี้

เขากดปุ่มเปิดแผงควบคุมลับที่ซ่อนอยู่หลังภาพวาดรูปดาวเคราะห์บนผนัง ทันใดนั้นเสียงกลไกขัดข้องดังลั่นหอคอยก่อนที่นาฬิกาจะเริ่มหมุนย้อนกลับอย่างรวดเร็วผิดปกติ เสียงฟันเฟืองกระทบกันดังก้องกังวานจนน่าขนลุก อัครเดชถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวพลางชักปืนพกออกมาเตรียมพร้อม เพราะเขาสังเกตเห็นเงาตะคุ่มเคลื่อนไหวอยู่หลังเฟืองขนาดใหญ่ที่กำลังหมุนวนไปมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

"ออกมาซะ ผมรู้ว่าคุณยังอยู่ในนั้น" อัครเดชตะโกนก้องท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่แผดเสียงดังระงม เขาจดจ้องไปที่เงาสีดำที่ค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด มันเป็นชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบพนักงานซ่อมบำรุงที่ดูประหม่าและสั่นเทา มือของเขากำวัตถุโลหะชิ้นหนึ่งไว้แน่น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นชิ้นส่วนที่เหลือของเข็มทิศที่อัครเดชพบบนหน้าปัดนาฬิกา

"ผมไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเขา เขาแค่พยายามจะปิดกลไกนี้เพื่อไม่ให้ใครรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่" ชายหนุ่มสารภาพเสียงสั่นพลางทรุดตัวลงกับพื้นโดยไม่คิดจะขัดขืน อัครเดชค่อยๆ ก้าวเข้าไปหาเขาอย่างใจเย็น พลางสังเกตเห็นว่าที่ข้อมือของชายหนุ่มมีรอยไหม้เป็นรูปสัญลักษณ์ดาราศาสตร์ที่ตรงกับรอยบนหน้าปัดนาฬิกาพอดี มันเป็นร่องรอยของการเปิดใช้งานกลไกที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้มนุษย์สัมผัส

อัครเดชคว้าข้อมือชายหนุ่มมาดูอย่างละเอียดก่อนจะพบว่ามันไม่ใช่รอยไหม้ทั่วไป แต่มันคือการเชื่อมต่อระหว่างร่างกายกับระบบกลไกภายในนาฬิกา "พวกคุณพยายามจะย้อนเวลาหรือแค่พยายามจะทำลายหลักฐานของคดีฆาตกรรมอื่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กันแน่" คำถามของเขาสร้างความตื่นตระหนกให้ชายหนุ่มอย่างเห็นได้ชัด เพราะดวงตาของอีกฝ่ายเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเงินวาวโรจน์ขณะที่เสียงฟันเฟืองรอบตัวเริ่มดังขึ้นจนกลบเสียงลมหายใจ

สถานการณ์พลิกผันเมื่อเครื่องจักรยักษ์หยุดหมุนกะทันหัน ความเงียบเข้าปกคลุมหอคอยจนน่าอึดอัด ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ ในลำคอแล้วโยนเศษโลหะในมือทิ้งลงพื้น มันแตกกระจายออกเป็นละอองแสงสีฟ้าอ่อนที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ อัครเดชพุ่งตัวเข้าใส่ชายหนุ่มทันที แต่เขากลับคว้าได้เพียงอากาศธาตุเพราะร่างของอีกฝ่ายเลือนหายไปเหมือนภาพสะท้อนในกระจกที่แตกละเอียด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นโอโซนที่อบอวลไปทั่วห้องโถงกว้าง

เขายืนนิ่งอยู่กลางห้องที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาดาราศาสตร์ที่กลับมาเดินอีกครั้งอย่างเชื่องช้าบนผนัง อัครเดชก้มลงเก็บชิ้นส่วนโลหะที่เหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวขึ้นมาดู มันไม่ใช่เข็มทิศอย่างที่เขาคิดในตอนแรก แต่มันคือแผ่นบันทึกข้อมูลขนาดจิ๋วที่สลักลวดลายดาราศาสตร์เอาไว้ ซึ่งบ่งบอกถึงเหตุการณ์ฆาตกรรมที่เกิดขึ้นจริงเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่หอคอยนี้ถูกสร้างขึ้นมา

สารวัตรมองออกไปนอกหน้าต่างหอคอยที่เริ่มเห็นแสงอรุณรุ่งสางกระทบยอดตึก เขาตระหนักได้ว่าคดีฆาตกรรมในคืนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวของวงจรที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าปัดนาฬิกามาอย่างยาวนาน เขาเก็บแผ่นข้อมูลนั้นใส่กระเป๋าเสื้อก่อนจะหันหลังกลับไปทางบันไดวนที่มืดมิด ทิ้งร่างของผู้ดูแลหอคอยให้นอนสงบอยู่ท่ามกลางกลไกของเวลาที่ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด