แสงสีฟ้าเย็นยะเยือกจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดต้องใบหน้าของเอลารา เผยให้เห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าใต้ดวงตาที่จับจ้องไปยังวัตถุโบราณเบื้องหน้า มันเป็นแท่นหินสีนิลขนาดใหญ่ รูปทรงคล้ายกระจกแต่ไม่สะท้อนสิ่งใด นอกจากความว่างเปล่าที่บางครั้งกลับบิดเบี้ยวเป็นภาพลางเลือนของโลกที่มิอาจหยั่งถึง เอลาราใช้เวลาหลายปีในห้องทดลองอันโดดเดี่ยวบนดาวเคราะหาสีแดงดวงนี้ เพื่อพยายามถอดรหัสปริศนาของสิ่งที่เธอเรียกว่า ‘กระจกมิติ’ วัตถุที่เธอค้นพบระหว่างการสำรวจหลุมอุกกาบาตลึก
เครื่องมือวัดพลังงานรอบๆ แท่นหินกะพริบถี่ขึ้นตามการปรับจูนความถี่ของเธอ เสียงหึ่งเบาๆ แผ่ซ่านไปทั่วห้อง เอลาราสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ บนพื้นห้องใต้ฝ่าเท้าของเธอ ความหมกมุ่นของเธอไม่ใช่เพียงความกระหายใคร่รู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่เกิดจากเงาสีเทาของความสูญเสียที่ยังคงติดตามเธอมาตลอดหลายปี นับตั้งแต่การหายไปของเลียม พี่ชายฝาแฝดของเธอ ในอุบัติเหตุการเดินทางข้ามอวกาศเมื่อเก้าปีก่อน
“เอลารา ดึกแล้วนะ เธอควรพักผ่อนบ้าง” เสียงทุ้มของเคลดังขึ้นจากทางเข้าห้องทดลอง เขาเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยและเหมือนพี่ชายที่คอยดูแลเธอเสมอมา เคลเดินเข้ามาพร้อมถ้วยเครื่องดื่มอุ่นๆ วางลงข้างแผงควบคุมของเธอ “เธอไม่ได้ออกจากห้องนี้มาสามวันแล้วนะ”
เอลาราเพียงพยักหน้าเล็กน้อย โดยที่สายตายังไม่ละไปจากกระจกมิติที่เริ่มมีริ้วคลื่นแสงสีม่วงปรากฏขึ้น เคลถอนหายใจ เขารู้ดีว่าความมุ่งมั่นของเอลารานั้นมาจากไหน แต่ก็กังวลถึงผลที่จะตามมา “ฉันเข้าใจว่าเธอคาดหวังอะไรจากมัน แต่เราต้องระวัง กระจกมิติยังคงเป็นสิ่งที่เราไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้”
“แต่ฉันใกล้แล้วเคล ฉันรู้สึกได้” เธอกระซิบ พลางปรับปุ่มควบคุมอย่างรวดเร็ว “เมื่อคืนฉันเห็นอะไรบางอย่าง มันชัดเจนขึ้นทุกที” แสงบนกระจกมิติวูบวาบถี่ขึ้นราวกับตอบรับการกระทำของเธอ ภาพที่ปรากฏเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น คล้ายกับทิวทัศน์ของเมืองแห่งอนาคตที่ลอยอยู่เหนือเมฆ
เคลขมวดคิ้ว เขาก้มลงมองหน้าจอแสดงผลพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง “พลังงานมันเกินขีดจำกัดแล้วนะเอลารา ถ้าเราฝืนมากไป ระบบอาจจะล่มได้” เขาเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่เอลาราไม่ได้สนใจ
ทันใดนั้น ภาพบนกระจกมิติก็ชัดเจนขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมืองลอยฟ้าปรากฏรายละเอียดของอาคารที่สง่างามและยานพาหนะที่ลอยลำอยู่เต็มท้องฟ้า ดวงตาของเอลาราเบิกกว้าง เมื่อเธอเห็นร่างหนึ่งยืนอยู่ริมระเบียงของอาคารสูงนั้น ร่างที่คุ้นเคย ร่างของเลียม
“เลียม…” เธอพึมพำ ชื่อพี่ชายหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แห้งผาก เลียมในภาพดูโตขึ้นเล็กน้อย มีรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า แต่รอยยิ้มนั้นกลับแฝงความเศร้าสร้อยบางอย่างไว้
เคลถึงกับผงะเมื่อเห็นภาพนั้นเช่นกัน เขาไม่เคยเห็นกระจกมิติแสดงภาพได้ชัดเจนขนาดนี้มาก่อน “เป็นไปไม่ได้” เขาพึมพำ แต่ภาพของเลียมก็ยังคงอยู่ที่นั่น จ้องมองมายังพวกเขาเหมือนกำลังมองผ่านหน้าต่างบานใหญ่
เอลาราไม่รอช้า เธอเร่งปรับจูนเครื่องมือเพิ่มเติม พยายามสร้างช่องทางเชื่อมต่อที่มั่นคงยิ่งขึ้น มือเธอสั่นเทาด้วยความตื่นเต้นและความหวังที่พุ่งพล่าน “ฉันต้องพูดกับเขา ฉันต้องรู้ว่าเขาไปอยู่ที่ไหน” เสียงหึ่งของเครื่องจักรดังขึ้นจนน่ากลัว หลอดไฟในห้องกระพริบถี่จนเกือบดับ
“หยุดก่อนเอลารา มันอันตรายเกินไป” เคลพยายามดึงมือเธอออกจากแผงควบคุม เขารู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากกระจกมิติ
“ไม่!” เอลาราปัดมือเคลออก เธอเห็นเลียมในภาพขยับปากเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง และแล้วเสียงกระซิบที่แผ่วเบาก็ลอดผ่านมิติเข้ามา “เอลารา…” เสียงนั้นไม่ชัดเจนนัก แต่เธอจำได้ดี มันเป็นเสียงของเลียม
ภาพเริ่มสั่นไหวและบิดเบี้ยว ดวงตาของเลียมเบิกกว้างขึ้นอย่างตื่นตระหนก เขากระพริบตาถี่ๆ และชี้มือไปด้านหลังของเขาเองอย่างรวดเร็ว เอลาราเพ่งมองผ่านความพร่ามัว และเห็นเงาดำทะมึนขนาดมหึมากำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วในฉากหลัง มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เธอเคยรู้จัก ไม่ใช่เครื่องจักรที่เธอเคยเห็น มันคือความมืดมิดที่กำลังกลืนกินทุกสิ่ง
แล้วเลียมก็ตะโกนออกมา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างที่สุด “อย่า…! กลับไป…!” คำพูดนั้นยังไม่ทันขาดคำ กระจกมิติก็เปล่งแสงสีแดงฉาน เครื่องมือวัดพลังงานทั้งหมดส่งเสียงเตือนดังลั่น พลังงานพุ่งทะลุขีดจำกัดจนหน้าจอเริ่มแตกละเอียด เคลตะโกนสั่งให้เธอตัดไฟ แต่เอลาราไม่สามารถละสายตาจากภาพสุดท้ายของเลียมที่กำลังถูกเงาแห่งความมืดกลืนกินได้
วินาทีสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไป เธอเห็นประกายตาของเลียม ไม่ใช่ความกลัวที่กำลังเผชิญหน้ากับเงา แต่เป็นความกลัวที่ฉายแววมาที่เธอ ราวกับว่าเธอกำลังนำพาสิ่งอันตรายมาสู่เขา พลังงานมหาศาลปะทุขึ้นพร้อมกับเสียงระเบิดดังสนั่น เอลารารู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความว่างเปล่า
เมื่อสติกลับคืนมา เอลารารู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ห้องทดลองเต็มไปด้วยควันจางๆ และเศษซากของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่กระจกมิติยังคงตั้งตระหง่านอยู่ มันกลับคืนสู่สภาพเดิมที่ดูว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา ไม่มีการสั่นไหว ไม่มีแสง ไม่มีการสะท้อนใดๆ ราวกับว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา
เอลารานั่งอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน จ้องมองไปยังพื้นผิวสีนิลของกระจกมิติที่บัดนี้ดูเหมือนเป็นเพียงก้อนหินไร้ค่า เธอพยายามทำความเข้าใจคำพูดสุดท้ายของเลียม ‘กลับไป’ มันหมายความว่าอย่างไร หมายถึงเธอกลับไปสู่โลกของเธอ หรือหมายถึงเขากลับไปยังที่ที่เขาจากมา ภาพดวงตาที่เต็มไปด้วยความกลัวของพี่ชายยังคงหลอกหลอนเธออยู่ และคำตอบดูเหมือนจะถูกผนึกไว้ในความเงียบงันของกระจกมิติที่ไม่เคยส่งเสียงสะท้อนกลับมาอีกเลย