อุตสาหกรรมบันเทิงจีนกำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อนักลงทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่ตลาดละครที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังพิสูจน์ศักยภาพในการผลิตเนื้อหาคุณภาพสูงโดยไม่ต้องพึ่งพานักแสดงจริงและฉากถ่ายทำขนาดใหญ่ เหตุผลสำคัญคือการลดต้นทุนการสร้างได้อย่างมหาศาล พร้อมทั้งเปิดประตูสู่โมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่สร้างรายได้จากตัวละครเสมือนจริง และมีโอกาสขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ
กระแสความตื่นตัวนี้ถูกจุดประกายด้วยความสำเร็จของละครเรื่อง 《后西游记》 (โฮ่วซีโหยวจี้) หรือ "ไซอิ๋วภาคหลัง" ซึ่งเป็นละครยาวจำนวน 30 ตอน แต่ละตอนมีความยาว 40 นาที ที่ภาพทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยไม่มีนักแสดงหรือฉากถ่ายทำจริง ละครเรื่องนี้ดัดแปลงจากวรรณกรรมคลาสสิกไซอิ๋ว และสร้างด้วยโมเดลวิดีโอ Seedance ของ ByteDance ก่อนจะเริ่มออกอากาศในช่วงไพรม์ไทม์ทางสถานีโทรทัศน์หูหนาน ความสำเร็จนี้ได้ตอกย้ำว่า AI สามารถก้าวข้ามจากการสร้างคลิปทดลอง สู่การผลิตละครยาวที่ออกอากาศทางโทรทัศน์จริงได้แล้ว
หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความตื่นเต้นให้กับนักลงทุนมากที่สุดคือเรื่องต้นทุนการผลิต ผู้กำกับเปิดเผยว่า 《后西游记》 ใช้ต้นทุนเฉลี่ยเพียง 900,000 หยวนต่อตอน หรือประมาณ 4.5 ล้านบาท เมื่อรวมทั้งเรื่องจะมีงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 27 ล้านหยวน หรือราว 135 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นเพียงหนึ่งในสิบของต้นทุนละครที่ใช้นักแสดงจริงในระดับใกล้เคียงกัน ที่อาจใช้งบประมาณมากกว่า 10 ล้านหยวนต่อตอน หรือสูงกว่า 200 ล้านหยวนสำหรับทั้งเรื่อง ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลเช่นนี้ กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตละครทั้งอุตสาหกรรม
ตลาดหุ้นตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อปรากฏการณ์นี้ ในวันแรกที่ละครออกอากาศ ราคาหุ้นของ Mango Excellent Media หรือ 芒果超媒 (หมางกั่วเชาเหมย) ซึ่งเป็นบริษัทผู้สร้าง พุ่งขึ้นแตะเพดานสูงสุดถึง 20% และในช่วงเวลาสั้นๆ ราคาหุ้นก็เพิ่มขึ้นเกือบ 50% นอกจากนี้ หุ้นของบริษัทบันเทิงอื่นๆ อีกหลายราย เช่น 欢瑞世纪 (ฮวานรุ่ยซื่อจี้) และ 博纳影业 (ป๋อน่าอิ่งเย่) ก็ปรับตัวขึ้นตามกันไป สิ่งที่ตลาดกำลังคาดหวังคือ หาก AI สามารถช่วยให้การสร้างละครเร็วขึ้นและถูกลง บริษัทสื่อก็จะมีศักยภาพในการผลิตเนื้อหาได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากงบประมาณก้อนใหญ่ และสามารถนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เดิมกลับมาสร้างใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม
นอกเหนือจากการลดต้นทุนแล้ว วงการบันเทิงยังมองเห็นช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ตัวอย่างสำคัญคือ 方桃子 (ฟางเถาจื่อ) ตัวละครหญิงเสมือนจากละครสั้น AI ที่มียอดรับชมสะสมบน Douyin (โต่วอิน) มากกว่า 250 ล้านครั้ง ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังเปิดตัว ค่าโฆษณาสำหรับงานที่มีความยาวตั้งแต่ 60 วินาทีขึ้นไปของเธอนั้นสูงถึง 258,000 หยวน หรือประมาณ 1.29 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครีเอเตอร์ที่เป็นมนุษย์ที่มีผู้ติดตามหลักล้านหลายราย ฟางเถาจื่อไม่เพียงปรากฏในละครเท่านั้น แต่ยังมีบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเอง โพสต์วิดีโอชีวิตประจำวัน ขึ้นปกนิตยสาร COSMOPOLITAN รับงานโฆษณา ไลฟ์ขายสินค้า และสามารถต่อยอดไปสู่การให้สิทธิ์ใช้ตัวละครได้อีกด้วย ข้อได้เปรียบคือตัวละครเสมือนไม่มีข้อจำกัดเรื่องตารางงาน อายุ หรือปัญหาการเปลี่ยนภาพลักษณ์เหมือนนักแสดงจริง ทำให้สามารถสร้างรายได้จาก IP ได้หลากหลายช่องทางและต่อเนื่อง
ด้วยศักยภาพในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย ทำให้เงินลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทผลิตละครเท่านั้น แต่กระจายไปทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่บริษัทผู้พัฒนาโมเดลวิดีโอ AI ต้นน้ำ เช่น Kling AI หรือ 可灵AI (เข่อหลิงเอไอ) ที่ได้รับเงินลงทุนมหาศาลถึง 1,400 ล้านหยวน ไปจนถึงบริษัทผลิตละคร และแพลตฟอร์มปลายน้ำ นักลงทุนกำลังวางเดิมพันในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์และการเผยแพร่เนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วย AI
ข้อมูลจาก DataEye (ดาต้าอาย) ระบุว่า ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2026 ตลาดละครสั้นและละครแอนิเมชัน AI ในจีนมีมูลค่ามากกว่า 22,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 110,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปี ตลาดนี้อาจมีมูลค่าสูงกว่า 40,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท นอกจากนี้ จีนยังมองเห็นโอกาสมหาศาลในการทำรายได้จากตลาดต่างประเทศ โดย 90% ของแอปละครสั้นต่างประเทศที่มีรายได้สูงสุด 20 อันดับแรก ล้วนมีบริษัทจีนอยู่เบื้องหลัง แพลตฟอร์มอย่าง DramaWave และ FlareFlow ก็สร้างยอดเงินสะพัดและรายได้สุทธิมหาศาลในตลาดโลก เป้าหมายคือการส่งออกระบบการผลิตเนื้อหาต้นทุนต่ำนี้ไปสู่ผู้ชมทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสเงินลงทุนจะหลั่งไหลอย่างไม่หยุดยั้ง แต่การประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย AI อาจช่วยแก้ปัญหาด้านการสร้างภาพได้ แต่สิ่งที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญคือบทละครที่แข็งแกร่ง ตัวละครที่มีความสม่ำเสมอ และเรื่องราวที่สามารถตรึงผู้ชมไว้ได้นาน การขยายสู่ตลาดต่างประเทศยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการปรับเนื้อหาให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นและกฎหมายของแต่ละประเทศ
การแข่งขันที่กำลังเข้มข้นนี้ จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่เทคโนโลยีการสร้างวิดีโอ แต่คือการแย่งชิงโอกาสในการสร้างโรงงานผลิตเนื้อหารูปแบบใหม่ ที่สามารถผลิตละครได้ถูกลง สร้างสรรค์ตัวละครที่เป็นของตนเอง และนำทรัพย์สินทางปัญญาไปสร้างรายได้ในหลากหลายช่องทาง คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า บริษัทใดจะยังคงสามารถสร้าง "เรื่องราวที่ผู้คนต้องการรับชม" และเปลี่ยนผู้ชมเหล่านั้นให้กลายเป็นรายได้ที่ยั่งยืนได้จริง ในยุคที่ AI ทำให้การสร้างภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน



