Google ประกาศนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Gemini เข้ามาผสานรวมใน Android Studio ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมการพัฒนาแบบบูรณาการ (IDE) ยอดนิยม เพื่อเสริมศักยภาพให้นักพัฒนาแอปพลิเคชัน Android สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้รวดเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และลดความซับซ้อนในกระบวนการพัฒนาลงอย่างมาก โดยความสามารถของ Gemini AI จะทำหน้าที่เป็นเอเจนต์อัจฉริยะที่ช่วยเหลือในทุกขั้นตอนของวงจรการพัฒนาแอปพลิเคชัน

การเข้ามาของ Gemini ใน Android Studio ไม่เพียงแต่ช่วยเร่งความเร็วในการเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นแอปพลิเคชันที่ใช้งานได้จริง แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของนักพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ด้วยคุณสมบัติที่ออกแบบมาเพื่อระบบนิเวศของ Android โดยเฉพาะ Gemini สามารถให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เช่น การเขียนโค้ด การวิจารณ์และการปรับปรุงโค้ด การจัดทำเอกสารประกอบ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน เช่น ข้อผิดพลาดในการสร้างโปรเจกต์ด้วย Gradle หรือการวิเคราะห์ข้อขัดข้องของแอปพลิเคชัน การผสานรวม AI เข้ากับ IDE โดยตรงนี้ ยังช่วยให้นักพัฒนาสามารถจดจ่อกับการสร้างสรรค์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือภายนอกหรือเบราว์เซอร์เพื่อค้นหาข้อมูลอ้างอิง

หนึ่งในฟีเจอร์เด่นคือ “โหมดเอเจนต์” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อจัดการกับงานพัฒนาที่ซับซ้อนและต้องดำเนินการหลายขั้นตอน นักพัฒนาสามารถอธิบายเป้าหมายที่ต้องการ เช่น การสร้างชุดการทดสอบหน่วย (unit tests) การปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI) หรือการแก้ไขข้อบกพร่อง จากนั้นเอเจนต์จะวางแผนการดำเนินการที่ครอบคลุมหลายไฟล์ในโปรเจกต์ และจะแนะนำการแก้ไขหรือช่วยแก้ไขข้อบกพร่องซ้ำๆ ซึ่งนักพัฒนาสามารถตรวจสอบ ยอมรับ หรือปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เสนอได้ตามต้องการ พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เอเจนต์ปรับปรุงแก้ไขต่อไป

นอกจากนี้ Gemini ยังสนับสนุนการสร้างต้นแบบและสำรวจ UI ได้อย่างรวดเร็วผ่านความสามารถแบบมัลติโมดัล นักพัฒนาเพียงแค่อัปโหลดรูปภาพร่างหรือโมเดล UI ของแอปพลิเคชัน Gemini ก็สามารถแปลงเป็นโค้ดที่ใช้งานได้จริง ซึ่งสามารถแทรกลงในโปรเจกต์ได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก และเมื่อพบข้อบกพร่องเกี่ยวกับ UI ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาแก้ปัญหาอีกต่อไป เพียงแค่จับภาพหน้าจอแล้วขอวิธีแก้ไขจาก Gemini ก็จะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ทันที เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงาน นักพัฒนายังสามารถบันทึกและจัดระเบียบพรอมต์ (prompts) ที่ใช้บ่อยที่สุดไว้ในคลังพรอมต์ส่วนตัว พร้อมใช้ตัวแปรที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อบอกให้ Gemini รวมโค้ดที่เลือกจากไฟล์

สำหรับนักพัฒนาและองค์กรที่ต้องการฟีเจอร์ขั้นสูงและความปลอดภัยที่เหนือกว่า Google ได้นำเสนอ “Gemini Code Assist” ซึ่งเป็นการอัปเกรดเพื่อเข้าถึงความสามารถของ Gemini ใน Android Studio สำหรับธุรกิจ โดยมาพร้อมฟีเจอร์ด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยระดับองค์กรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Google Cloud สิ่งสำคัญคือ Google ยืนยันว่าข้อมูลโค้ด ข้อมูลที่ป้อน และคำตอบของนักพัฒนาจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการฝึกโมเดล AI ใดๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทรัพย์สินทางปัญญาของลูกค้าจะยังคงปลอดภัยและอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างสมบูรณ์

Gemini Code Assist ยังรวมถึงการจัดการระดับองค์กรที่ช่วยให้สามารถผสานรวมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของบริษัทเข้ากับเวิร์กโฟลว์การพัฒนา การจัดการการเข้าถึงด้วยการควบคุมของผู้ดูแลระบบ และการใช้เมตริกเพื่อวัดผลกระทบของ Gemini ต่อประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวม โดยมีตัวเลือกใบอนุญาตหลายระดับ ได้แก่ เวอร์ชันฟรีที่มาพร้อมโหมดเอเจนต์และแชทกับ Gemini เวอร์ชัน Standard ที่เริ่มต้นที่ 19 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งเพิ่มคุณสมบัติเช่น Gemini CLI การชดเชยค่าเสียหายด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการเข้าถึง Gemini ใน Firebase หรือ Colab Enterprise และเวอร์ชัน Enterprise ที่เริ่มต้นที่ 45 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อผู้ใช้ต่อเดือน ซึ่งมอบคำแนะนำโค้ดที่ปรับแต่งจากฐานโค้ดขององค์กรในแพลตฟอร์มอย่าง GitHub หรือ GitLab รวมถึงการเข้าถึง Gemini ใน BigQuery และ Apigee เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของธุรกิจทุกขนาด

ประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบ Gemini ใน Android Studio โดยค่าเริ่มต้น คำตอบที่ได้รับจาก Gemini ในแชทของ Android Studio จะอิงตามประวัติการสนทนาเท่านั้น และนักพัฒนาเป็นผู้ควบคุมว่าจะแชร์บริบทเพิ่มเติมเพื่อรับคำตอบที่ปรับแต่งได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมข้อมูลที่ Gemini เข้าถึงได้ผ่านไฟล์ .aiexclude ที่กำหนดเอง ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ Google ในการปกป้องข้อมูลและทรัพย์สินทางปัญญาของนักพัฒนา

ที่มา android