การเดินทางสู่เปตราเริ่มต้นขึ้นในยามเช้าที่แสงอาทิตย์ยังไม่ทันขับไล่ความเย็นเยียบของทะเลทรายออกไปจนหมดสิ้น ผมก้าวเท้าผ่านช่องเขาแคบที่เรียกว่า ซิก (Siq) ซึ่งเป็นรอยแยกของภูเขาหินทรายสูงตระหง่านราวกับกำแพงธรรมชาติที่ปกป้องความลับของอาณาจักรนาบาเทียนเอาไว้ชั่วกาลนาน เสียงฝีเท้าของผมสะท้อนก้องไปตามผนังหินที่ถูกกัดเซาะด้วยกาลเวลาและสายน้ำ กลายเป็นลวดลายริ้วสีน้ำตาลสลับแดงที่ดูอ่อนช้อยราวกับภาพวาดฝีมือธรรมชาติ ยิ่งก้าวลึกเข้าไปเท่าไร ความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังหลุดเข้าไปในอุโมงค์แห่งกาลเวลาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที จนกระทั่งแสงสว่างปลายทางเริ่มเผยให้เห็นรอยแยกที่ค่อยๆ เปิดกว้างออก เผยให้เห็นเสาหินที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงผ่านช่องว่างนั้น เป็นภาพที่ทำให้ลมหายใจของผมแทบหยุดชะงักเมื่อ เดอะทรีเชอรี (The Treasury) หรือ อัล-คาซเนห์ ปรากฏโฉมอยู่เบื้องหน้าในชุดสีชมพูอมส้มที่เปล่งประกายภายใต้แสงตะวันแรกของวัน
ความเงียบงันที่แฝงไปด้วยมนต์ขลังทำให้นครแห่งนี้ดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ผมยืนมองความละเอียดอ่อนของสถาปัตยกรรมที่ถูกแกะสลักลงไปในเนื้อหินโดยตรง ไม่ใช่การก่อสร้างขึ้นมาแบบอาคารทั่วไป แต่มันคือการสลักเสลาภูเขาทั้งลูกให้กลายเป็นศิลปะที่สะท้อนถึงความมั่งคั่งและอำนาจของชนเผ่านาบาเทียนในอดีต ผู้คนที่เคยสัญจรผ่านเส้นทางสายไหมแห่งทะเลทรายแห่งนี้คงเคยตื่นตะลึงไม่ต่างจากผมในยามที่เห็นความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาอันแห้งแล้ง ผมเดินลัดเลาะผ่านเส้นทางที่มีทั้งสุสานหิน โรงละครกลางแจ้งที่จุผู้ชมได้นับพัน และวิหารที่ตั้งตระหง่านอยู่บนหน้าผาสูงชัน ทุกย่างก้าวมีความหมายราวกับได้อ่านหน้าประวัติศาสตร์ที่จารึกไว้บนชั้นหิน ทรายที่ละเอียดราวกับแป้งใต้ฝ่าเท้าดูเหมือนจะบอกเล่าเรื่องราวของการล่มสลายและการเกิดใหม่ของเมืองที่เคยเป็นหัวใจสำคัญของการค้าขายในตะวันออกกลาง
เมื่อตะวันคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้าของหุบเขา ผมตัดสินใจปีนป่ายขึ้นไปยังจุดชมวิวที่มองเห็นตัวเมืองจากมุมสูง เส้นทางที่ค่อนข้างชันและทรหดนั้นถูกตอบแทนด้วยทัศนียภาพที่งดงามเกินคำบรรยาย เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง เปตราดูเหมือนจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของโลกที่ซ่อนเร้นจากสายตาของผู้รุกรานมานับพันปี แสงสีทองของยามเย็นอาบไล้ไปทั่วบริเวณเปลี่ยนสีของหินจากสีชมพูอ่อนให้กลายเป็นสีแดงชาดที่เข้มข้นและทรงพลัง ความรู้สึกโดดเดี่ยวท่ามกลางความกว้างใหญ่ของขุนเขาทำให้ผมตระหนักถึงความเล็กจ้อยของมนุษย์เมื่อเทียบกับกาลเวลาที่ไหลผ่านไปอย่างไม่หยุดยั้ง ที่นี่ไม่มีเสียงรบกวนของโลกสมัยใหม่ มีเพียงเสียงลมที่พัดผ่านรอยแยกของหินและเสียงกระซิบจากอดีตที่ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆ ตัวเราเสมอ
ยามค่ำคืนที่เปตราถูกเติมเต็มด้วยแสงเทียนนับพันเล่มที่วางเรียงรายอยู่หน้าเดอะทรีเชอรี บรรยากาศดูขลังและเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ยากจะหาที่ใดเปรียบเปรย เสียงดนตรีพื้นเมืองที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีโบราณก้องกังวานไปทั่วลานกว้างท่ามกลางความมืดมิดของทะเลทราย เป็นบทสรุปของการเดินทางที่งดงามที่สุด เปตราไม่ได้เป็นเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในระดับโลก แต่ที่นี่คือจิตวิญญาณของอารยธรรมที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในเนื้อหิน ความพยายามในการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ไว้ให้คงอยู่ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะไม่ว่ากาลเวลาจะหมุนผ่านไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี มนต์ขลังของนครสีกุหลาบแห่งนี้จะยังคงเป็นหมุดหมายที่ดึงดูดใจผู้แสวงหาความงดงามและเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้ในม่านหมอกแห่งตำนาน ไม่ว่าใครที่ได้มาเยือนต่างต้องทิ้งรอยเท้าและความทรงจำไว้ที่นี่เสมอ ก่อนที่ตัวเองจะกลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ผ่านเข้ามาและจากไปบนผืนทรายแห่งนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้น