หลายสิบปีที่ผ่านมา Mercedes-Benz S-Class คือภาพแทนของรถหรูที่เน้นความนิ่ง สุขุม และความสบายระดับสูงสุด เป็นรถที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผู้นั่งสัมผัสความหรูหราอย่างเงียบ ๆ มากกว่าการอวดเทคโนโลยี แต่ S-Class รุ่นล่าสุดกลับเลือกเดินในทิศทางที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปรับโฉมตามรอบอายุรุ่น หากเป็นการเปลี่ยนบุคลิกครั้งใหญ่ ด้วยการปรับชิ้นส่วนใหม่มากกว่าครึ่ง และพารถเรือธงของค่ายก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลแบบเต็มตัว
ภาพลักษณ์ภายนอกถูกทำให้ดูโดดเด่นและอลังการมากขึ้น กระจังหน้ามีขนาดใหญ่กว่าเดิมราว 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นครั้งแรกที่ Mercedes ใส่ระบบไฟเรืองแสงเข้ากับกระจังหน้า รวมถึงโลโก้ดาวสามแฉกบนฝากระโปรงหน้าที่สามารถส่องสว่างได้จริง ไฟหน้าและไฟท้ายถูกออกแบบด้วยลวดลายรูปดาว เพิ่มเอกลักษณ์ให้ตัวรถในยามค่ำคืน ขณะที่ลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างเฉพาะตัว ยังสามารถเลือกตกแต่งผ่านโปรแกรม Manufaktur ที่มีตัวเลือกสีภายนอกมากกว่า 150 สี และรูปแบบภายในกว่า 400 แบบ
ภายในห้องโดยสารคือจุดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนที่สุด จากเดิมที่เน้นลายไม้และความคลาสสิก ถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศล้ำสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยหน้าจอเต็มพื้นที่ แดชบอร์ดติดตั้ง MBUX Superscreen ซึ่งรวมหน้าจอ 3 จอเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งจอมาตรวัดผู้ขับ หน้าจอกลาง และหน้าจอผู้โดยสารด้านหน้า ช่องแอร์ถูกออกแบบใหม่เป็นทรงกลม พร้อมระบบควบคุมทิศทางลมอัตโนมัติด้วย AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ Mercedes ยังนำปุ่มกดจริงกลับมาใช้งานบนพวงมาลัย หลังจากระบบสัมผัสในรุ่นก่อนหน้าได้รับเสียงวิจารณ์ไม่น้อย ช่วยให้การใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกและแม่นยำขึ้น
ด้านเทคโนโลยี ระบบ MBUX Virtual Assistant ถูกยกระดับให้ทำงานร่วมกับ ChatGPT-4o และ Microsoft Bing Search สามารถโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติได้ลื่นไหลกว่าเดิม ผ่านอวตารรูปดาวที่ทำหน้าที่เหมือนผู้ช่วยส่วนตัวภายในรถ พร้อมฟีเจอร์ใหม่อย่างเข็มขัดนิรภัยแบบอุ่นที่ทำงานร่วมกับเบาะอุ่น เพิ่มความสบายในช่วงอากาศเย็น ให้ความรู้สึกอบอุ่นนุ่มนวลตลอดการเดินทาง
ในด้านสมรรถนะ S-Class รุ่นใหม่นี้ยังคงรักษาจุดยืนของรถหรูที่ไม่ละทิ้งพละกำลัง โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ V8 และระบบปลั๊กอินไฮบริด รุ่น S 580 4MATIC มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 ขนาด 4.0 ลิตร Twin-Turbo รุ่นใหม่ รหัส M177 Evo ทำงานร่วมกับระบบ Mild-Hybrid ให้กำลังสูงสุด 530 แรงม้า และแรงบิด 750 นิวตันเมตร ตั้งแต่รอบต่ำ ขณะที่รุ่น S 580 e ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบเรียงทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวมสูงสุด 577 แรงม้า เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ใน 4.4 วินาที และสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลประมาณ 103 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP
สำหรับกำหนดการวางจำหน่าย Mercedes-Benz ระบุว่า S 500, S 580 และ S 580 e จะเริ่มเข้าสู่โชว์รูมในสหรัฐอเมริกาช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนราคาจำหน่ายและกำหนดการทำตลาดในประเทศไทยยังต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการในภายหลัง
โดยสรุปแล้ว S-Class รุ่นล่าสุดถือเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดของรถรุ่นนี้ จากซีดานหรูที่ยึดติดกับความคลาสสิก สู่รถหรูยุคใหม่ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี แม้แนวทางใหม่นี้อาจไม่ถูกใจแฟนดั้งเดิมทุกคน แต่การคงเครื่องยนต์ V8 เอาไว้ พร้อมกับการปรับรายละเอียดตามเสียงผู้ใช้งาน ก็สะท้อนให้เห็นว่า Mercedes-Benz กำลังพยายามหาสมดุลระหว่างอดีตและอนาคตอย่างจริงจัง