กลุ่มตัวแทนอุตสาหกรรมยานยนต์และสมาคมการค้าหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึงบริษัทระดับโลกอย่าง Tesla ร่วมกันยื่นหนังสือต่อทำเนียบขาวเพื่อเรียกร้องให้ดำเนินนโยบายกีดกันและปิดประตูใส่แบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนไม่ให้เข้ามาทำตลาดหรือตั้งฐานการผลิตในประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ากระแสความกังวลว่าคู่แข่งจากแดนมังกรจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งและสั่นคลอนรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมในภูมิภาคตะวันตก
ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่าท่าทีการปกป้องการค้าที่ปิดกั้นการแข่งขันระดับโลกเช่นนี้จะไม่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตลาดสหรัฐในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน แต่กลับจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันที่ต้องเผชิญกับราคารถยนต์ที่สูงขึ้นและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก นักวิชาการมองว่าปัญหาที่แท้จริงคือกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมและตัวแทนจำหน่ายในประเทศยังไม่ต้องการละทิ้งโมเดลธุรกิจที่เคยทำกำไรจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเดิมท่ามกลางกระแสโลกสีเขียวที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลสถิติระบุว่าตลาดรถยนต์พลังงานใหม่หรือ NEV ในประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยยอดขายทะลุสิบสามล้านคันในปีที่ผ่านมาในฐานะตลาดใหญ่ที่สุดในโลก ขณะที่สหรัฐมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในระดับที่ห่างไกลกันมาก อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคชาวอเมริกันกลับแสดงให้เห็นภาพที่สวนทางกับนโยบายภาครัฐ โดยกลุ่มตัวจำนวนมากเปิดใจยอมรับและสนับสนุนให้แบรนด์รถยนต์จีนเข้ามาตีตลาด เนื่องจากเล็งเห็นถึงความคุ้มค่าด้านราคาและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่า
นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศกล่าวเสริมว่าโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายทั่วโลกมาอย่างยาวนาน การปิดกั้นคู่แข่งจึงรังแต่จะทำลายระบบนิเวศทางเศรษฐกิจและขัดขวางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการเติบโตในอนาคต ความร่วมมือและการแข่งขันอย่างเปิดกว้างระหว่างสองมหาอำนาจยังมีพื้นที่อีกมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ซึ่งจะสร้างผลกำไรและความยั่งยืนให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากกว่าการเลือกเส้นทางแยกตัวเป็นเอกเทศ



