การทำ Earthing Meditation หรือการฝึกสมาธิในขณะที่ร่างกายสัมผัสกับพื้นผิวธรรมชาติโดยตรง กำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ โดยกลุ่มผู้รักสุขภาพต่างหันมาใช้เทคนิคนี้ในสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อช่วยปรับคลื่นสมองให้เข้าสู่สภาวะสงบและลดระดับฮอร์โมนความเครียดในร่างกายได้อย่างเห็นผลชัดเจน
หลักการสำคัญของการทำสมาธิรูปแบบนี้ คือการผสมผสานระหว่างการฝึกกำหนดลมหายใจเข้ากับการเชื่อมต่อพลังงานจากผืนดิน ซึ่งเชื่อว่าการที่ผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายได้สัมผัสกับพื้นหญ้า ดิน หรือทราย จะช่วยให้ร่างกายสามารถถ่ายโอนประจุไฟฟ้าส่วนเกินออกไปและรับพลังงานอิเล็กตรอนจากโลกได้โดยตรง ส่งผลให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานได้ดีขึ้น ช่วยลดอาการใจสั่นและอาการวิตกกังวลที่สะสมจากการทำงานหนักตลอดทั้งวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขั้นตอนการปฏิบัติสำหรับผู้เริ่มต้น เพียงแค่หาพื้นที่ธรรมชาติที่ปลอดภัยและสะอาด จากนั้นถอดรองเท้าและถุงเท้าออกเพื่อให้เท้าสัมผัสกับพื้นดินโดยตรง นั่งในท่าที่สบายหรือจะยืนนิ่งๆ ก็ได้ พร้อมกับหลับตาและโฟกัสไปที่ความรู้สึกของฝ่าเท้าที่แตะลงบนพื้นผิวโลก ในขณะที่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ให้จินตนาการว่าความเครียดและความเหนื่อยล้าค่อยๆ ไหลผ่านร่างกายลงสู่ผืนดิน และเมื่อหายใจออกให้รับความสดชื่นและความสงบจากธรรมชาติเข้ามาแทนที่ โดยควรใช้เวลาฝึกฝนอย่างน้อย 15 ถึง 20 นาทีในแต่ละครั้งเพื่อให้ร่างกายได้ปรับจูนคลื่นความถี่ของตนเองเข้ากับจังหวะของธรรมชาติ
ประโยชน์ที่มากกว่าการพักผ่อนทั่วไป การทำ Earthing Meditation ไม่เพียงแต่ช่วยในเรื่องของสุขภาพจิตใจเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อคุณภาพการนอนหลับด้วย เนื่องจากสภาวะที่จิตใจสงบและร่างกายได้ผ่อนคลายจากสนามพลังงานของโลกจะช่วยให้ระดับคอร์ติซอลในเลือดลดลง ทำให้นอนหลับได้ลึกขึ้นและตื่นมาพร้อมกับความสดชื่นมากกว่าเดิม นอกจากนี้การฝึกฝนเป็นประจำยังช่วยเพิ่มระดับสมาธิและจดจ่อกับงานตรงหน้าได้ดียิ่งขึ้น เพราะสมองได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่จากการถูกกระตุ้นด้วยแสงสีฟ้าและเสียงรบกวนจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวัน
บริบทของการบำบัดด้วยธรรมชาติ ในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทางเลือกให้การยอมรับว่า การใช้ชีวิตที่ห่างไกลจากธรรมชาติเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนยุคใหม่เผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตเรื้อรัง การกลับมาเชื่อมต่อกับรากฐานของชีวิตผ่านการทำสมาธิในลักษณะนี้จึงถือเป็นการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวมที่เรียบง่ายที่สุดและแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลชีวิตให้ยืนยาวในโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็วและเต็มไปด้วยความกดดันรอบด้าน