การทำ IF หรือ Intermittent Fasting กลายเป็นกระแสหลักในการดูแลสุขภาพที่ผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจอย่างแพร่หลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเป็นการกำหนดช่วงเวลาในการรับประทานอาหารและช่วงเวลาที่งดอาหารอย่างเคร่งครัด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานจากการใช้พลังงานจากน้ำตาลไปสู่การดึงไขมันสะสมมาเผาผลาญแทน ซึ่งส่งผลดีต่อระดับน้ำตาลในเลือดและการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการสำคัญของการทำ IF คือการปล่อยให้ระดับอินซูลินในร่างกายลดต่ำลงในช่วงที่งดอาหาร เพื่อให้กระบวนการที่เรียกว่า ออโตฟาจี (Autophagy) หรือกระบวนการที่เซลล์ในร่างกายกำจัดขยะและรีไซเคิลส่วนประกอบที่เสียหายภายในตัวเองทำงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อเซลล์ได้รับการทำความสะอาดจากภายใน จะส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ และช่วยชะลอความเสื่อมถอยของอวัยวะต่างๆ ในระยะยาว นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกถึงความสดชื่นและมีสมาธิที่ดีขึ้นเนื่องจากสมองไม่ต้องรับภาระจากการย่อยอาหารอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำ IF ควรเริ่มจากสูตรที่เบาที่สุดอย่าง 12/12 คือการงดอาหาร 12 ชั่วโมงและกินในช่วง 12 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับตารางเวลาใหม่ ก่อนจะขยับไปสู่สูตรที่เข้มข้นขึ้นเช่น 16/8 ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน สิ่งที่ควรคำนึงถึงอย่างยิ่งคือคุณภาพของอาหารในช่วงเวลาที่รับประทาน ควรเน้นสารอาหารที่ครบถ้วนทั้งโปรตีนคุณภาพดี ไขมันดี และไฟเบอร์จากผัก เพื่อป้องกันภาวะขาดสารอาหารและรักษามวลกล้ามเนื้อให้ยังคงความแข็งแรงอยู่เสมอ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอในช่วงเวลาที่งดอาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อช่วยในกระบวนการขับของเสียออกจากร่างกาย
แนวทางการกินแบบจำกัดเวลาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีรากฐานมาจากการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในยุคบรรพกาลที่ไม่ได้มีอาหารกินตลอดเวลา ทำให้ร่างกายมีกลไกการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการใช้พลังงานสำรองมาเป็นเชื้อเพลิงหลัก การนำวิถีธรรมชาตินี้กลับมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันยุคปัจจุบัน จึงเป็นการคืนสมดุลให้แก่ระบบฮอร์โมนและกระบวนการทางชีวภาพของร่างกายมนุษย์ให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกครั้ง โดยไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีหรือยาลดน้ำหนักใดๆ เพียงแค่การปรับเปลี่ยนเวลาในการทานอาหารให้เหมาะสมก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ต่อสุขภาพในระยะยาวได้แล้ว