รัฐบาลจีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกครั้งสำคัญ โดยขึ้นบัญชีดำบริษัทญี่ปุ่น 20 แห่ง รวมถึงบริษัทในเครือของกลุ่มอุตสาหกรรมหนักมิตซูบิชิ (Mitsubishi Heavy Industries) ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นการยกระดับข้อพิพาทระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ในเอเชีย ภายหลังชัยชนะการเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ แห่งญี่ปุ่น
กระทรวงพาณิชย์ของจีนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ระบุถึงการเพิ่มรายชื่อบริษัทเหล่านี้เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก การจำแนกประเภทนี้ส่งผลให้ผู้ส่งออกสินค้าจากจีนถูกห้ามไม่ให้จัดหาสินค้าที่เข้าข่าย 'สินค้าสองวัตถุประสงค์' (dual-use items) ซึ่งหมายถึงสินค้าที่มีทั้งการใช้งานทางพลเรือนและการทหาร ให้แก่ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่บางรายของญี่ปุ่น มาตรการดังกล่าวยังห้ามหน่วยงานต่างประเทศไม่ให้จัดหาเทคโนโลยีสองวัตถุประสงค์ที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้กับบริษัทที่ถูกขึ้นบัญชีดำเหล่านี้ด้วย ซึ่งเป็นการจำกัดช่องทางการเข้าถึงเทคโนโลยีและวัตถุดิบสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและตึงเครียดมาอย่างยาวนาน โดยมีประเด็นพิพาทหลายด้านทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ เขตแดน และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชีย การที่นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ซึ่งมีแนวทางแข็งกร้าวต่อจีน ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง ยิ่งเป็นการจุดชนวนให้ปักกิ่งตอบโต้ด้วยมาตรการที่เข้มงวดขึ้น การขึ้นบัญชีดำในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของจีนในการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่ตนมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีและการทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อห่วงโซ่อุปทานระดับโลก โดยเฉพาะในภาคส่วนที่ต้องพึ่งพาสินค้าสองวัตถุประสงค์จากจีน และอาจกระตุ้นให้ญี่ปุ่นและประเทศพันธมิตรหันมาพิจารณาการจัดหาวัตถุดิบและเทคโนโลยีจากแหล่งอื่นมากขึ้น การตอบโต้ในลักษณะนี้ยังอาจนำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายญี่ปุ่นหรือพันธมิตร ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนให้กับสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียให้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
ที่มา bloomberg