สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงส่งผลกระทบต่อเส้นทางการเดินเรือสำคัญระดับโลก เมื่ออิหร่านได้ดำเนินมาตรการควบคุมการสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเข้มงวดภายหลังสงครามปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 แม้จะมีการปิดกั้นเส้นทางหลักส่วนใหญ่ รัฐบาลเตหะรานกลับจัดตั้ง "เส้นทางเดินเรือลับ" พร้อม "ด่านเก็บค่าผ่านทาง" ขึ้นอย่างเงียบๆ บริเวณทางตอนเหนือของเกาะลารัก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน่านน้ำอิหร่าน เพื่อสร้างรายได้และควบคุมการขนส่งน้ำมันอันเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ โดยล่าสุดเมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 รัฐสภาอิหร่านได้ผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการขนส่งสินค้า พลังงาน และอาหารในเส้นทางนี้มีสถานะทางกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลการเดินเรือ Lloyd's List Intelligence เปิดเผยว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้จัดตั้งระบบ "ด่านเก็บเงิน" โดยพฤตินัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานจาก CNBC ที่ระบุว่า เรือบางส่วนถูกกำหนดเส้นทางใหม่ให้แล่นผ่านน่านน้ำอิหร่านใกล้เกาะลารัก โดยมีเจ้าหน้าที่ IRGC และหน่วยงานท่าเรือเข้าตรวจสอบเรือแต่ละลำก่อนอนุญาตให้ผ่านทาง ข้อมูลจากบริษัท Windward เสริมว่า การเดินเรือเกือบทั้งหมดในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมาได้อ้อมผ่านช่องแคบทางเหนือของเกาะลารักใกล้ชายฝั่งอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงการจัดทำ "เส้นทางที่ถูกควบคุมและต้องได้รับอนุญาตเท่านั้น" อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยงอย่าง บริดเจ็ต เดียคุน จาก Lloyd's List Intelligence ชี้ว่าอิหร่านกำลังดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่ามีเพียงเรือบางลำเท่านั้นที่สามารถแล่นผ่านได้ โดยให้ความสำคัญกับประเทศที่มีความสัมพันธ์ฉันมิตรหรือเรือที่มีความเชื่อมโยงกับการค้าของตนเอง อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายเก็บค่าธรรมเนียมนี้ยังคงต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศอื่นๆ ที่มีชายฝั่งติดช่องแคบฮอร์มุซด้วย แม้จะยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมในส่วนนี้
สำหรับขั้นตอนการผ่านทางนั้น บริษัทผู้ประกอบการเรือขนส่งสินค้าจะต้องติดต่อผ่าน "บริษัทตัวกลาง" ที่มีความเชื่อมโยงกับ IRGC เพื่อส่งข้อมูลรายละเอียด อาทิ หมายเลข IMO รายชื่อลูกเรือ และปลายทาง จากนั้น IRGC จะทำการตรวจสอบข้อมูลและหากได้รับการอนุมัติ ก็จะออก "รหัสผ่านทาง" และกำหนดเส้นทางเดินเรือให้ โดยเมื่อเรือเข้าสู่น่านน้ำอิหร่าน เจ้าหน้าที่ IRGC จะติดต่อผ่านวิทยุเพื่อขอรหัสผ่านทางและเมื่อได้รับการยืนยัน ก็จะมีเรือของอิหร่านนำทางไปผ่านบริเวณเกาะลารัก ขณะที่เรือที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจะถูกปฏิเสธ รายงานระบุว่า เรือทั้ง 57 ลำที่บันทึกว่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม 2569 ต่างใช้เส้นทางอ้อมเกาะลารัก และมีเรือจำนวนหนึ่งกำลัง "จอดรอ" เพื่อรอการอนุมัติอยู่ทางตอนเหนือของเกาะดังกล่าว
การระบุตัวตนเจ้าของเรือที่แท้จริงอาจมีความซับซ้อน แต่ข้อมูลบ่งชี้ว่าเรือส่วนใหญ่ที่แล่นผ่านช่องแคบมาจากอิหร่าน กรีซ จีน อินเดีย และปากีสถาน โดยหลายประเทศ เช่น อินเดีย ปากีสถาน อิรัก มาเลเซีย และจีน ได้เจรจากับอิหร่านโดยตรงเพื่อประสานการเดินเรือผ่านระบบดังกล่าว เรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของ COSCO ซึ่งเป็นบริษัทชิปปิ้งยักษ์ใหญ่ของจีน สามารถผ่านเส้นทางลารักได้สำเร็จในสัปดาห์นี้ หลังจากที่เคยถูกปฏิเสธในครั้งแรก ขณะที่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่าเรือจีนสามลำผ่านช่องแคบได้ด้วย "การอำนวยความสะดวกและการประสานงานจากทุกฝ่าย" ในส่วนของอินเดียสามารถนำเรือผ่านช่องแคบได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือขออนุญาตล่วงหน้า โดยอาศัยการเจรจาตรงกับรัฐบาลอิหร่านพร้อมเรือรบอินเดียคุ้มกันระหว่างเดินทาง ส่วนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มาเลเซียและประเทศไทย ก็ได้รับการรับรองความปลอดภัยในการเดินเรือจากอิหร่านภายหลังการเจรจาทางการทูต อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย ชาห์ลา อาลี จากมหาวิทยาลัยฮ่องกง ระบุว่า การควบคุมเส้นทางเดินเรือสากลเช่นช่องแคบฮอร์มุซโดยอิหร่านอาจขัดต่อกฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติและไม่น่าจะได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากอิหร่านไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแบบครอบคลุมจากเรือที่ผ่านช่องแคบ
ท่ามกลางความตึงเครียดนี้ วอชิงตันและเตหะรานยังคงส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความคืบหน้าของการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ห้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวเมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 คาดการณ์ว่ากองกำลังสหรัฐฯ จะถอนตัวจากอิหร่านภายใน "สองถึงสามสัปดาห์" และแสดงท่าทีเหมือนประกาศชัยชนะ แต่ในวันนี้ 2 เมษายน 2569 ทรัมป์ได้กลับท่าทีอีกครั้งโดยระบุว่าสงครามจะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย "สองถึงสามสัปดาห์" สหรัฐฯ ได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วและท่วมท้น และใกล้จะได้รับชัยชนะขั้นสุดท้ายแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ระบุว่ามีการส่งข้อความถึงกันกับสหรัฐฯ แต่ยังไม่ใช่ "การเจรจา" โดยตรง การพัฒนาระบบค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซจึงเกิดขึ้นในบริบทของความไม่แน่นอนและความพยายามของอิหร่านในการเพิ่มอิทธิพลและรายได้จากเส้นทางยุทธศาสตร์นี้