คณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา กำลังเตรียมเสนอรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างระบบภาษีของประเทศต่อที่ประชุมวุฒิสภาในวันที่ 21 เมษายนนี้ เพื่อนำส่งข้อเสนอแนะดังกล่าวให้รัฐบาลพิจารณา โดยมีเป้าหมายหลักในการจัดการกับสถานการณ์การคลังของชาติที่เผชิญกับการขาดดุลสะสมมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับมือกับหนี้สาธารณะที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ถูกนำเสนอคือการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10
การขยับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มขึ้นสามเปอร์เซ็นต์นี้ มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศที่ประสบปัญหาการขาดดุลงบประมาณมานานกว่าทศวรรษ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการภาระหนี้สาธารณะที่มีแนวโน้มจะพุ่งทะลุเพดานหนี้ที่กำหนดไว้ภายในช่วงปี 2570 ถึง 2572 รายได้ส่วนเพิ่มจากการปรับขึ้นภาษีดังกล่าว จะถูกจัดสรรนำไปใช้ในการพัฒนาสวัสดิการและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนเตรียมความพร้อมของประเทศในการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจำเป็นต้องมีงบประมาณสนับสนุนในด้านต่างๆ อย่างเพียงพอ เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะรองรับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกเหนือจากการพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว รายงานฉบับนี้ยังครอบคลุมข้อเสนอเพื่อขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น โดยมีแนวคิดที่จะจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัลของต่างชาติในอัตราร้อยละ 20 ซึ่งจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันกับผู้ประกอบการภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังมีการพิจารณาจัดเก็บภาษีจากการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นและทองคำ เพื่อให้ระบบภาษีมีความครอบคลุมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่กิจกรรมการลงทุนมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอให้มีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดเก็บภาษี เพื่อให้กระบวนการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดช่องโหว่ของการหลีกเลี่ยงภาษี ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีเป็นไปอย่างยุติธรรมต่อทุกภาคส่วน
เพื่อเป็นการกระตุ้นการออมในระยะยาวและสร้างรากฐานภาษีที่ยั่งยืน คณะกรรมาธิการฯ ยังได้เสนอมาตรการจูงใจทางการเงิน โดยการเพิ่มสิทธิการลดหย่อนภาษีสำหรับบุตร เป็นจำนวนคนละ 5 แสนบาท ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อการวางแผนครอบครัวและการออมของประชาชนในระยะยาว โดยมาตรการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางบริบทที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอนจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปัญหาเงินเฟ้อ หรือความเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับโครงสร้างภาษีในครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการคลัง และเตรียมพร้อมให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับพลวัตทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนในอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง