สหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการประกาศมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มบุคคลและองค์กรที่ให้การสนับสนุนการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของอิหร่าน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาค ตลอดจนการโจมตีพลเรือนด้วยขีปนาวุธและโดรน การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่อนาคตของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงมีความไม่แน่นอนอย่างสูง รวมถึงสถานการณ์หยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสองฝ่ายกำลังจะสิ้นสุดลง การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวอชิงตันในการกดดันเตหะรานให้ยุติโครงการอาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ชี้แจงผ่านแถลงการณ์ว่า มาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่นี้ส่งผลกระทบต่อบุคคล นิติบุคคล และอากาศยานรวม 14 รายการที่ดำเนินงานในอิหร่าน ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยทั้งหมดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดหาหรือขนส่งชิ้นส่วนอาวุธ รวมถึงส่วนประกอบสำคัญสำหรับโดรนที่อิหร่านใช้งาน การตรวจสอบพบว่าหนึ่งในเป้าหมายหลักคือบุคคลสามรายซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบริษัทอิหร่านที่เคยถูกคว่ำบาตรมาก่อนหน้านี้ บริษัทดังกล่าวมีบทบาทในการจัดหาสเซอร์โวมอเตอร์จำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ใช้ในโดรนพลีชีพรุ่น Shahed-136 ของอิหร่าน ชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกระบุและพบในซากโดรนที่ถูกยิงตก ยืนยันถึงเส้นทางการจัดหาที่ซับซ้อนของอิหร่านในการพัฒนาศักยภาพทางการทหารของตน
นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรรอบนี้ยังมุ่งเป้าไปยังบริษัทที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ในตุรกี ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการขนส่งใยฝ้ายสั้น (cotton linter) หลายร้อยเที่ยวให้กับบริษัทในอิหร่านที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรเดิม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่าใยฝ้ายสั้นเหล่านี้สามารถนำไปแปรรูปเป็นไนโตรเซลลูโลส ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง โดยเครื่องยนต์จรวดประเภทนี้มักถูกนำไปใช้ในขีปนาวุธนำวิถี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพยายามตัดวงจรการผลิตอาวุธที่มีความซับซ้อนของอิหร่านให้ครอบคลุมในหลายมิติ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการคว่ำบาตรบุคคลอีกหลายรายที่เกี่ยวข้องกับสายการบิน Mahan Air ของอิหร่าน ซึ่งเป็นสายการบินที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ มาก่อนแล้ว เนื่องจากให้การสนับสนุนกองกำลังคุดส์ (Quds Force) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติการนอกประเทศ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำในแถลงการณ์ว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการบิดเบือนตลาดพลังงานทั่วโลก และการโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าด้วยขีปนาวุธและโดรน การใช้โดรนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ในหลายประเทศบริเวณอ่าวเปอร์เซียตลอดช่วงเวลาของความขัดแย้งเป็นสิ่งที่อิหร่านดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ โดรนรุ่น Shahed ยังถูกกองทัพรัสเซียนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการสู้รบกับยูเครน ซึ่งเน้นย้ำถึงผลกระทบจากการที่อิหร่านยังคงพัฒนาและส่งออกเทคโนโลยีอาวุธเหล่านี้ การดำเนินการของสหรัฐฯ ครั้งนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าการสนับสนุนโครงการอาวุธของอิหร่าน รวมถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบ่อนทำลายความมั่นคงในภูมิภาค จะต้องเผชิญกับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่รุนแรงและต่อเนื่อง เพื่อกดดันให้เตหะรานปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในระยะยาว