แสงสีแดงฉานจากชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์เค-ทู บี สะท้อนผ่านแผงกระจกกันกระแทกของยานสำรวจลำเล็ก มันอาบไล้ใบหน้าของเอเลียสให้ดูเหมือนเลือดที่กำลังเดือดพล่านอยู่ภายใต้ผิวหนัง เขาปรับจูนคลื่นสัญญาณวิทยุด้วยมือที่สั่นเทาขณะที่เครื่องยนต์สำรองส่งเสียงครางประท้วงต่อแรงกดอากาศมหาศาลภายนอก

ซาร่าห์นั่งอยู่ข้างเขา สายตาของเธอจับจ้องไปที่หน้าจอเรดาร์ซึ่งแสดงภาพวัตถุโลหะขนาดมหึมาที่ฝังตัวอยู่ใต้พายุทรายสีสนิม วัตถุนั้นไม่ใช่สิ่งก่อสร้างตามธรรมชาติและไม่มีความคล้ายคลึงกับเทคโนโลยีที่มนุษย์เคยสร้างขึ้นมาตลอดหลายศตวรรษของการสำรวจอวกาศ

“มันกำลังขยับ” ซาร่าห์พึมพำขณะใช้นิ้วชี้ไปยังจุดสีขาวบนจอที่เริ่มกะพริบถี่ขึ้นเป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่กำลังเต้นรัว เอเลียสคว้าคันบังคับยานเพื่อลดระดับลงให้ใกล้กับจุดเป้าหมายที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ระบบความปลอดภัยจะส่งเสียงเตือนถึงความเสี่ยงของการถูกแรงดึงดูดฉีกกระชากยานเป็นชิ้นๆ ก็ตาม

เมื่อยานจอดสนิทบนพื้นผิวขรุขระ ทั้งคู่ก้าวออกมาในชุดปรับความดันที่ส่งเสียงซ่าต่อเนื่อง เอเลียสเดินนำไปยังวัตถุประหลาดนั้นก่อนจะพบว่ามันคือแคปซูลทรงเรขาคณิตที่ทำจากวัสดุโปร่งแสงซึ่งภายในบรรจุของเหลวหนืดสีเงินไหลวนไปมาอย่างเป็นระเบียบ ผิวของแคปซูลมีความร้อนสูงจนหิมะสีแดงรอบข้างละลายกลายเป็นไอพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

“อย่าแตะมันนะเอเลียส บางทีนี่อาจเป็นกับดักทางชีวภาพที่เราไม่รู้จัก” ซาร่าห์ร้องเตือนพลางยกปืนวิเคราะห์สัญญาณขึ้นเล็งไปที่รอยแยกของวัตถุ เธอสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แล่นผ่านทะลุชุดป้องกันแม้ว่าแคปซูลจะแผ่ความร้อนออกมาก็ตาม

เอเลียสไม่ฟังคำทัดทาน เขาวางมือลงบนพื้นผิวที่ขรุขระของแคปซูลทันทีที่สัมผัส เสียงกระซิบที่ไม่ได้มาจากหูแต่มาจากก้านสมองก็ดังระงมขึ้น มันเป็นภาษาที่ไม่มีเสียงแต่เต็มไปด้วยภาพจำลองของดาวเคราะห์ดวงนี้ในอดีตที่รุ่งเรือง ก่อนจะล่มสลายลงด้วยน้ำมือของสิ่งมีชีวิตที่สร้างแคปซูลนี้ขึ้นมาเพื่อเก็บรักษาความทรงจำสุดท้าย

“มันไม่ใช่กับดัก แต่มันคือคำขอร้อง” เอเลียสดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์ที่ชาวดาวดวงนี้พยายามหนีออกจากดาวที่กำลังจะแตกดับ แต่กลับพบว่าไม่มีที่ใดในจักรวาลที่รอรับพวกเขาอยู่เลย ความเจ็บปวดจากการถูกทอดทิ้งในอวกาศอันกว้างใหญ่ถาโถมเข้ามาในจิตใจของเขาจนเข่าทรุดลงกับพื้น

ซาร่าห์รีบวิ่งเข้ามาประคองเขาไว้ แต่เธอก็เผลอแตะโดนพื้นผิวของแคปซูลเข้าโดยไม่ตั้งใจ ในวินาทีนั้นหน้าจอโฮโลแกรมรอบตัวทั้งสองก็สว่างวาบขึ้น มันแสดงเส้นทางเดินเรือของยานลำหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่โลกของพวกเขาด้วยความเร็วเหนือแสง วัตถุชิ้นนี้ไม่ใช่เครื่องบันทึกความทรงจำ แต่มันคือประภาคารที่ส่งสัญญาณเรียกกองทัพที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นจากสุญญากาศ

“เราต้องทำลายมันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่สัญญาณจะส่งออกไปถึงจุดหมาย” ซาร่าห์ตะโกนแข่งกับเสียงลมพายุที่เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เธอคว้าหัวระเบิดอนุภาคจากกระเป๋าข้างสะโพกแล้วติดตั้งเข้ากับรอยต่อของแคปซูลอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญ

เอเลียสพยายามลุกขึ้นขวางไว้ “หากเราทำลายมัน เราจะปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้ว่าพวกเขาทำอย่างไรถึงได้รอดชีวิตมาจนถึงตอนนี้ แม้จะเป็นเพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม” เขายังคงได้รับอิทธิพลจากข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาในสมองจนไม่สามารถแยกแยะความจริงกับความหลอนได้

“มันไม่ใช่การรอดชีวิต แต่มันคือการแพร่พันธุ์ที่โหดร้ายที่สุดในจักรวาล” ซาร่าห์กดปุ่มจุดชนวนโดยไม่ลังเล แรงระเบิดส่งผลให้พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนยานสำรวจพลิกคว่ำลงกับพื้นทรายสีเลือด แคปซูลแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นก้อนพลังงานสีดำที่พยายามจะยึดเกาะร่างของเอเลียสไว้

ทั้งคู่รีบวิ่งกลับไปยังยานสำรวจท่ามกลางเศษโลหะที่กระเด็นว่อนไปทั่วท้องฟ้า แสงสีดำจากก้อนพลังงานนั้นไล่ตามหลังมาติดๆ ราวกับมีชีวิตและโกรธแค้นจากการสูญเสียที่อยู่อาศัย เอเลียสกระโดดขึ้นยานและสตาร์ทเครื่องยนต์สำรองจนเกิดเสียงระเบิดเล็กๆ จากท่อไอเสีย

ยานพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทิ้งไว้เพียงหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนพื้นดาว สีของท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนจากสีแดงฉานกลายเป็นสีเทาหม่นอย่างรวดเร็วราวกับดาวเคราะห์ดวงนี้ได้สูญเสียจิตวิญญาณสุดท้ายไปพร้อมกับการทำลายแคปซูล เอเลียสจ้องมองผ่านกระจกหลังเห็นเพียงความมืดมิดที่ค่อยๆ กลืนกินร่องรอยของการระเบิดจนหายไปหมดสิ้น

ภายในห้องนักบินที่เงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ของทั้งสองที่ดังสลับกันไปมา เอเลียสเหลือบมองที่ข้อมือของตัวเองและพบว่ามีรอยร้าวสีดำเล็กๆ ปรากฏขึ้นใต้ผิวหนังตรงจุดที่เขาเคยสัมผัสกับแคปซูลนั้น มันเริ่มขยายตัวช้าๆ อย่างไร้เสียง สัญญาณรบกวนบนหน้าจอวิทยุเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงเพ้อฝันของอดีต แต่มันคือเสียงเคาะจังหวะที่แม่นยำและเย็นเยือกจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น