เอเลียสจ้องมองผลึกสีครามที่วางนิ่งอยู่บนแผงควบคุมหลัก แสงสลัวภายในยานอวกาศลำเก่ากะพริบถี่ราวกับหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ท่ามกลางความเวิ้งว้างของเนบิวลาที่ไร้แสงดาว เขารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่แล่นผ่านฝ่ามือไปจนถึงกระดูกสันหลัง เมื่อวัตถุรูปทรงเรขาคณิตตรงหน้าเริ่มเปล่งประกายสีม่วงเข้มตัดกับความมืดมิดของอวกาศภายนอก

หยดเหงื่อเย็นเฉียบไหลซึมผ่านขมับขณะที่เขากดปุ่มสั่งการระบบวิเคราะห์สถานะอากาศยาน เสียงเครื่องยนต์ที่เคยดังสม่ำเสมอกลับกลายเป็นเสียงหึ่งที่แหลมสูงจนน่าปวดหัว เอเลียสพยายามควบคุมลมหายใจพลางขยับนิ้วไปตามหน้าจอโฮโลแกรมที่เริ่มบิดเบี้ยว รอยร้าวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวของผลึกนำทาง ราวกับว่ามีบางสิ่งพยายามจะดันตัวเองออกมาจากมิติที่ซ้อนทับกันอยู่

“รายงานสถานะพลังงานในห้องเครื่องด่วน” เอเลียสตะโกนสั่งระบบเอไอที่เริ่มตอบสนองด้วยเสียงที่ขาดห้วง ทันใดนั้นประตูห้องควบคุมก็เปิดออกพร้อมกับแรงลมมหาศาลที่ดูดเอาเศษโลหะและไอเย็นจากภายนอกเข้ามาภายใน แรงดึงดูดจากมิติที่แตกร้าวเริ่มฉีกกระชากโครงสร้างยานให้คดงอเป็นเกลียวอย่างไม่มีชิ้นดี

เขารีบคว้าอุปกรณ์ยึดเกาะไว้แน่นขณะที่สายตาเหลือบไปเห็นเงาร่างของซากดาวเคราะห์ที่ควรจะสูญสลายไปนานแล้วลอยละล่องผ่านหน้าต่างสังเกตการณ์ไป ภาพของมหาสมุทรที่แข็งตัวเป็นผลึกแก้วและยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่ลุกไหม้ด้วยเปลวไฟสีเขียวปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างชัดเจนราวกับภาพหลอนที่กลายเป็นจริง “นี่มันเป็นไปไม่ได้ ผลึกนี้ไม่ได้นำทางเราไปสู่ระบบดาวเป้าหมาย แต่มันกำลังดึงอดีตที่ตายไปแล้วให้กลับมาหายใจอีกครั้ง” เขารำพึงกับตัวเองพร้อมกับมองรอยร้าวที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ

เสียงคำรามจากแรงดันมหาศาลในห้องเก็บประจุพลังงานดังสนั่นหวั่นไหว เอเลียสพยายามเอื้อมมือไปคว้าคันโยกฉุกเฉินเพื่อตัดวงจรเชื่อมต่อ แต่มือของเขากลับทะลุผ่านผลึกนั้นไปราวกับอากาศธาตุ ทันใดนั้นเศษซากของหินอวกาศจากดาวเคราะห์ที่ปรากฏในภาพนิมิตก็พุ่งทะลุตัวยานเข้ามา กระแทกกับแผงควบคุมจนเกิดประกายไฟสีเงินสว่างวาบไปทั่วทั้งห้อง

“หยุดเดี๋ยวนี้ ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้เราจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศษซากพวกนี้ไปตลอดกาล” เอเลียสตะโกนแข่งกับเสียงลมที่หวีดหวิว เขาตัดสินใจหยิบประแจโลหะหนักขึ้นมาแล้วฟาดลงไปที่แกนกลางของผลึกด้วยความแรงทั้งหมดที่มี แรงกระแทกนั้นทำให้เกิดคลื่นกระแทกที่สั่นสะเทือนไปถึงอะตอมในร่างกายของเขา ทุกอย่างรอบตัวเริ่มหมุนวนและบิดเบี้ยวจนภาพทุกอย่างกลายเป็นเส้นสายของสีสันที่ไร้ความหมาย

รอยร้าวบนผลึกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ส่งผลให้มวลพลังงานมหาศาลระเบิดออกในชั่วพริบตา เอเลียสรู้สึกเหมือนร่างของเขาถูกฉีกออกเป็นพันชิ้นก่อนจะถูกเหวี่ยงไปไกลแสนไกลในความมืดมิดที่ไร้กาลเวลา เสียงหวีดหวิวหยุดลงทันทีทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวกว่าครั้งไหนๆ เมื่อเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นกลับไม่ใช่ห้องควบคุมยานที่คุ้นเคยอีกต่อไป

เศษผลึกสีครามที่แตกละเอียดกระจายตัวอยู่บนพื้นโลหะที่เริ่มขึ้นสนิมจากกาลเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เอเลียสพยุงตัวขึ้นช้าๆ ก่อนจะพบว่าหน้าต่างยานบานใหญ่ถูกปิดตายด้วยแผ่นเหล็กที่หนาเตอะจากภายนอก ท้องฟ้าภายนอกที่เคยเป็นเนบิวลาสีม่วงกลับกลายเป็นสีเทาหม่นของดาวเคราะห์ร้างที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่มานานนับพันปี เขาก้มมองมือตัวเองที่เริ่มจางหายกลายเป็นละอองสีเงินตามผลึกที่แตกสลายไปก่อนหน้านี้

เขายืนนิ่งอยู่กลางซากยานที่ผุพัง ท่ามกลางความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลัง รอบตัวเขาไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ไม่มีเสียงสัญญาณแจ้งเตือน มีเพียงเสียงของฝุ่นผงที่ร่วงหล่นลงบนพื้นโลหะเย็นเฉียบดั่งทรายในนาฬิกาที่หยุดเดินไปตลอดกาล เอเลียสหลับตาลงรับรู้ถึงความว่างเปล่าที่ค่อยๆ กลืนกินตัวเขาให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับรอยร้าวในอวกาศที่ไม่มีใครค้นพบ