แสงไฟจากโคมสนามส่องกระทบผนังโลหะที่เต็มไปด้วยคราบสนิมสีส้มจัดจ้าน ภายในห้องเก็บกู้ของยานสำรวจที่หยุดนิ่งมานานนับทศวรรษ อากาศภายในนั้นเบาบางและมีกลิ่นอับของโลหะที่ถูกออกซิไดซ์จนเกือบจะเป็นผงละเอียด เอเลียสใช้ถุงมือหนาหนาปัดฝุ่นที่เกาะตัวหนาบนวัตถุรูปทรงเรขาคณิตที่วางสงบนิ่งอยู่บนแท่นเหล็กเย็นเฉียบ

วัตถุนั้นมีพื้นผิวขรุขระคล้ายกับผิวดาวเคราะห์น้อย แต่มันกลับส่งเสียงฮัมต่ำๆ ที่ทำให้กระดูกของเขาสั่นสะท้าน เอเลียสขยับแว่นขยายที่ติดอยู่กับหมวกนิรภัยเพื่อเพ่งมองรอยสลักที่ดูเหมือนลายวงจรไฟฟ้าโบราณซึ่งกำลังเรืองแสงจางๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตที่ถูกแช่แข็งอยู่ในความว่างเปล่า

“คุณเห็นมันไหม เซร่า มันกำลังสั่นสะเทือนตามจังหวะชีพจรของผมเลย” เอเลียสกล่าวพลางถอยหลังไปหนึ่งก้าว เสียงของเขาดังก้องสะท้อนไปตามผนังเหล็กที่ไร้เสียงตอบรับอื่นใดนอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานอย่างหนักหน่วงในชุดอวกาศของเขา

เซร่าที่ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณปากทางเข้าขยับตัวเข้ามาใกล้ เธอถือเครื่องสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไว้แน่นพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องที่เต็มไปด้วยเศษซากของอุปกรณ์สื่อสารรุ่นเก่า เธอไม่ได้ตอบในทันทีแต่เฝ้ามองตัวเลขบนจอแสดงผลที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างผิดปกติจนน่าตกใจ

“ถอยออกมาเอเลียส คลื่นความถี่ที่วัตถุนั้นปล่อยออกมาไม่ได้มาจากวัสดุที่รู้จักในตารางธาตุของเราเลย” เซร่าเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะที่เธอก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังบนพื้นเหล็กที่เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงลั่นของน็อตที่คลายตัวออกจากเบ้า

ทันใดนั้น ผนังห้องเก็บกู้เริ่มบิดเบี้ยวราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลบีบอัดจนกลายเป็นรูปทรงที่แปลกประหลาด เอเลียสพยายามทรงตัวท่ามกลางพื้นห้องที่เอียงกะเท่เร่ เขาคว้าขอบประตูเหล็กไว้แน่นขณะที่วัตถุบนแท่นเริ่มลอยตัวขึ้นสู่กลางอากาศและเปล่งแสงสีฟ้าเข้มจนแสบตา

“มันไม่ใช่สิ่งของ แต่มันคือประตูเชื่อมโยงบางอย่างที่ถูกเขียนทับด้วยข้อมูลรหัสพันธุกรรมของจักรวาล” เอเลียสตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นในโสตประสาทของเขา เขาเห็นภาพนิมิตของดวงดาวที่แตกดับและอุบัติการณ์ใหม่ที่กำลังก่อตัวผ่านม่านพลังงานที่เปิดออกตรงหน้า

เซร่าพยายามยื่นมือไปดึงเอเลียสให้หลบออกมาจากรัศมีของแสง แต่ทว่าแรงดึงดูดมหาศาลกลับดูดกลืนทุกอย่างที่อยู่ในห้องเข้าไปในจุดศูนย์กลางของแสงนั้น ทุกอย่างรอบตัวเริ่มเลือนหายไปกลายเป็นเพียงอนุภาคของแสงที่แตกกระจายเหมือนละอองดาวที่กระจัดกระจายในคืนที่ไร้จันทร์

ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เอเลียสเห็นเงาของตัวเองสะท้อนอยู่ในม่านพลังงาน แต่เงาของเขาดูแก่ชราและเต็มไปด้วยร่องรอยของการเดินทางข้ามผ่านกาลเวลาที่แสนยาวนาน เขาตระหนักได้ในวินาทีนั้นว่าวัตถุที่เขาพบไม่ใช่การค้นพบใหม่ แต่เป็นบันทึกการเดินทางของตัวเขาเองที่ถูกส่งกลับมาจากอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น

เขาส่งมือที่ไร้ถุงมือออกไปสัมผัสกับม่านแสงนั้นด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจอันกระจ่างแจ้งถึงชะตากรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในจักรวาลที่วนเวียนเป็นวงกลมไม่มีจุดสิ้นสุด

แสงสว่างวาบขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบงันในชั่วพริบตา เอเลียสพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของห้องเก็บกู้ที่ว่างเปล่า แท่นเหล็กตรงหน้าว่างเปล่าและไม่มีร่องรอยของวัตถุชิ้นนั้นหลงเหลืออยู่เลย นอกจากเศษสนิมที่เป็นผงสีเทาโปรยปรายลงบนพื้นราวกับหิมะที่เพิ่งตก

เซร่าหายไปจากตรงนั้น เหลือเพียงเครื่องสแกนที่ตกอยู่บนพื้นพร้อมกับสัญญาณไฟสีแดงที่กระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบไปตลอดกาล เอเลียสยืนนิ่งอยู่ลำพังในความเงียบสงัดของยานอวกาศที่ลอยเคว้งอยู่ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ โดยมีเพียงจังหวะหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับเสียงฮัมของจักรวาลที่ยังคงตกค้างอยู่ในหูอย่างไม่ยอมเลือนหาย