สายลมหนาวพัดพาเอากลิ่นอายของความตายและสนิมเหล็กเข้าปะทะใบหน้าของเอเลียส ขณะที่เขาก้าวเท้าขึ้นบันไดวนที่ทำจากหินแกรนิตเนื้อหยาบ เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วโถงทางเดินที่เงียบสงัดราวกับสุสาน เหนือศีรษะขึ้นไปคือหอคอยนาฬิกาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาไร้นาม สถานที่ซึ่งผู้คนในเมืองเบื้องล่างต่างหวาดกลัวและเชื่อกันว่าเป็นจุดที่กาลเวลาถูกผนึกไว้ด้วยเวทมนตร์ต้องห้าม

แสงจันทร์สลัวลอดผ่านช่องหน้าต่างแคบๆ เผยให้เห็นเศษฝุ่นที่ลอยเคว้งคว้างในอากาศราวกับพวกมันถูกหยุดไว้ในห้วงเวลาที่ไม่มีวันขยับเขยื้อน เอเลียสหยุดยืนอยู่หน้ากลไกนาฬิกาขนาดยักษ์ที่ทำจากทองเหลืองหมองคล้ำ ตรงกลางของมันมีเข็มนาฬิกาสองเล่มที่ดูเหมือนจะถูกร่ายมนตร์ให้ค้างเติ่งอยู่ที่เวลาเที่ยงคืนตรงมานานนับศตวรรษ ทันทีที่เขาสัมผัสผิวโลหะเย็นเฉียบ ความรู้สึกเย็นวาบก็แล่นปราดไปตามกระดูกสันหลังคล้ายกับมีกระแสพลังงานบางอย่างไหลผ่านปลายนิ้ว

เขาก้มลงมองนาฬิกาพกของตัวเองที่หยุดเดินไปตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เขตรัศมีของหอคอย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกลไกเบื้องหน้าอีกครั้ง เอเลียสตัดสินใจหยิบเหล็กแหลมที่พกติดตัวออกมาเพื่อพยายามงัดสลักที่ยึดเข็มนาฬิกาเอาไว้ เขาออกแรงกดจนกล้ามเนื้อที่แขนสั่นสะท้าน เสียงโลหะขูดขีดกันดังก้องไปทั่วความเงียบที่กดทับอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งเข็มนาฬิกาขยับตัวเพียงเล็กน้อย

“เจ้าคิดว่าการปลุกชีพสิ่งที่หลับใหลไปนานแสนนานจะเป็นผลดีต่อชีวิตอันแสนสั้นของเจ้าหรือ” เสียงแหบพร่าดังก้องออกมาจากความมืดมิดเบื้องหลัง เอเลียสสะดุ้งสุดตัวพลางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับต้นเสียง เขาพบกับร่างเงาที่ดูเลือนรางราวกับหมอกควันกำลังยืนเยื้องอยู่ข้างเสาหินขนาดใหญ่ ใบหน้าของร่างนั้นบิดเบี้ยวและดูไม่มีตัวตนที่แน่ชัด

เอเลียสกระชับมีดสั้นในมือแน่นพลางจ้องเขม็งไปที่เงาร่างนั้น “ข้าไม่ได้มาเพื่อปลุกชีพสิ่งใด ข้าเพียงต้องการให้เวลาในโลกเบื้องล่างกลับมาหมุนอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่หอคอยนี้หยุดลง ผู้คนก็เหมือนติดอยู่ในฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น” เขาตะโกนตอบกลับไป เสียงของเขาสั่นเครือแต่แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมถอยหลังให้แก่ความกลัว

เงามืดนั้นหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะฟังดูเหมือนเสียงแก้วแตกละเอียด “เวลาไม่ใช่ของเล่นที่จะมาสั่งให้หมุนตามใจชอบ หากนาฬิกานี้เดินต่อ ความจริงที่เจ้าพยายามหนีพ้นก็จะตามมาทวงคืนทุกอย่างที่เจ้าเคยสูญเสียไป เจ้าพร้อมจะแลกเปลี่ยนชีวิตของเจ้ากับอดีตที่ฝังกลบไปแล้วหรือ” มันค่อยๆ ก้าวออกมาจากความมืด เผยให้เห็นดวงตาที่เปล่งประกายด้วยแสงสีม่วงประหลาดราวกับอัญมณีที่ต้องคำสาป

เอเลียสกำด้ามมีดจนมือขาวซีด เขาจำความรู้สึกตอนที่สูญเสียครอบครัวไปในคืนที่นาฬิกาหยุดเดินได้ดี ความโศกเศร้าที่ถูกแช่แข็งไว้ในใจอาจจะถึงเวลาต้องได้รับการเยียวยาด้วยการเผชิญหน้ากับความจริง “หากการยอมรับความเจ็บปวดคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ชีวิตได้เดินต่อ ข้าก็ยินดีจะจ่ายมันไม่ว่าในรูปแบบใดก็ตาม” เขาประกาศกร้าวพลางก้าวผ่านร่างเงาตรงเข้าสู่ใจกลางกลไกของนาฬิกา

เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีดันคานเหล็กหลักที่ถูกพันธนาการด้วยรากไม้สีดำประหลาด รากไม้เหล่านั้นรัดรึงกลไกไว้แน่นราวกับงูยักษ์ที่รอคอยเหยื่อ เอเลียสใช้มีดสั้นตัดเฉือนรากไม้เหล่านั้นจนขาดกระจุย เลือดสีดำเหนียวข้นไหลทะลักออกมาจากรอยแผลของกลไกนาฬิกาและส่งกลิ่นฉุนกึกคล้ายกำมะถันโชยไปทั่วทั้งชั้นดาดฟ้าของหอคอย

ทันใดนั้น กลไกฟันเฟืองขนาดใหญ่ก็เริ่มส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง มันสั่นสะเทือนไปจนถึงฐานรากของหอคอยจนหินบนผนังเริ่มร่วงหล่นลงมา เอเลียสถูกแรงเหวี่ยงจากฟันเฟืองกระแทกเข้าที่ข้างลำตัวจนกระเด็นไปกระแทกกับผนังหินอย่างแรง แต่เขากลับฝืนยิ้มเมื่อเห็นเข็มนาฬิกาค่อยๆ ขยับจากตำแหน่งเที่ยงคืนไปสู่เลขหนึ่งทีละนิดด้วยความฝืดเคือง

ความโกลาหลเกิดขึ้นทันตาเห็นเมื่อมิติรอบๆ หอคอยเริ่มบิดเบี้ยว เศษเสี้ยวของเหตุการณ์ในอดีตที่ถูกขังไว้เริ่มไหลทะลักออกมาจากนาฬิกาเหมือนน้ำป่าที่เขื่อนแตก เอเลียสเห็นภาพพ่อแม่ของเขากำลังหัวเราะอยู่ในสวนหลังบ้าน เห็นตัวเองในวัยเด็กที่กำลังวิ่งเล่นอย่างมีความสุข ก่อนที่ทุกอย่างจะพร่าเลือนกลายเป็นภาพของเปลวไฟที่เผาผลาญบ้านทั้งหลัง ความทรงจำที่เจ็บปวดพุ่งเข้าชนจิตใจของเขาอย่างจังจนเอเลียสต้องกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน

“เจ้าเห็นแล้วใช่ไหมว่าอดีตมันน่ากลัวเพียงใด” เงามืดนั้นปรากฏขึ้นข้างกายเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลับไม่มีท่าทีคุกคาม เอเลียสหายใจหอบถี่ สายตาจับจ้องไปที่เข็มนาฬิกาที่หมุนผ่านนาทีแล้วนาทีเล่าอย่างต่อเนื่อง ความปวดร้าวที่กัดกินหัวใจค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงสัจธรรมของเวลาและการสูญเสีย

เขายันตัวลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก ขณะที่นาฬิกาเริ่มส่งเสียงตีระฆังดังกังวานไปทั่วผืนป่าเบื้องล่าง เสียงระฆังนั้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว แต่มันกลับฟังดูเหมือนบทเพลงแห่งการปลดปล่อยที่รอคอยมานานนับศตวรรษ เอเลียสเดินไปที่ขอบระเบียงหอคอยและมองลงไปเห็นแสงไฟจากหมู่บ้านเริ่มจุดประกายขึ้นทีละดวงๆ ในความมืดมิดของยามค่ำคืน

เข็มนาฬิกาเดินหน้าต่อไปโดยไม่หยุดพักอีก ราวกับว่าหอคอยแห่งนี้ได้สละหน้าที่ผู้คุมเวลาและกลายเป็นเพียงพยานแห่งการไหลผ่านของกาลเวลาตามปกติ เอเลียสทิ้งตัวลงนั่งพิงผนังหินที่เย็นเฉียบพลางหลับตาลงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบแก้ม ไม่ใช่ด้วยความเสียใจ แต่ด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ชีวิตได้ก้าวผ่านพันธนาการของความทรงจำที่หยุดนิ่งไปได้เสียที

บนพื้นหินข้างตัวเขามีละอองสีทองจางๆ ตกค้างอยู่จากเข็มนาฬิกาที่เพิ่งเริ่มเดิน ละอองเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปในอากาศเหมือนกับความทุกข์ที่เคยฝังรากลึกในใจเขา หอคอยที่เคยเงียบสงัดเริ่มส่งเสียงลมหวีดหวิวผ่านช่องว่างของหน้าต่างราวกับธรรมชาติได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งภายใต้จังหวะเวลาที่หมุนไปตามครรลองที่ควรจะเป็น