เอเลียสขยับแว่นสายตาที่เลื่อนหลุดลงมาตามสันจมูกขณะที่เขากำลังตรวจสอบแผงควบคุมหลักภายในห้องนิรภัยของสถานีวิจัยไอโซโทป ภายในห้องนี้ไม่มีเสียงใดนอกจากเสียงหึ่งอันแผ่วเบาของระบบฟอกอากาศที่ทำงานอย่างหนักหน่วง ทว่าในวินาทีที่เขาสัมผัสหน้าจอโฮโลกราฟิก ความเงียบสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงก้องกังวานประหลาดที่ดูเหมือนจะดังมาจากจุดศูนย์กลางของเตาปฏิกรณ์พลังงานมืดที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
แรงสั่นสะเทือนขนาดเล็กเกิดขึ้นเป็นจังหวะเหมือนชีพจรที่เต้นผิดปกติบนผิวโลหะของผนังห้อง เอเลียสคว้าอุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นความถี่ขึ้นมาสแกนพื้นที่รอบตัว เขาสังเกตเห็นเส้นกราฟบนหน้าจอไม่ได้แสดงค่าตัวเลขปกติ แต่กลับพุ่งสูงขึ้นเป็นหยักหย่อมราวกับพยายามจะสื่อสารภาษาบางอย่างที่ไม่มีมนุษย์คนไหนเคยถอดรหัสได้มาก่อน
“รายงานสถานะให้ฉันทราบเดี๋ยวนี้ ระบบการหล่อเย็นกำลังทำงานผิดพลาดหรือเปล่า” เอเลียสตะโกนถามระบบปฏิบัติการของสถานีผ่านทางช่องสื่อสารส่วนตัวที่เชื่อมต่อกับสมองโดยตรง แต่สิ่งที่ได้รับตอบกลับมามีเพียงเสียงซ่าของคลื่นแทรกที่ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องที่ถูกบีบอัดจนแหลมเล็กจนน่าขนลุก
เขาตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้แกนกลางของเตาปฏิกรณ์มากขึ้น แสงสีม่วงครามที่ส่องสว่างออกมาจากรอยร้าวบนผนังกำบังดูเหมือนจะเต้นระบำตามจังหวะการสั่นสะเทือนนั้น เอเลียสยื่นมือที่มีถุงมือแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปใกล้เพื่อปรับวาล์วระบายแรงดัน แต่ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นผิวโลหะ ร่างกายของเขาก็รู้สึกเหมือนถูกดึงกระชากออกจากมิติความเป็นจริง
“หยุดนะ! อย่าพยายามเชื่อมต่อตัวเองเข้ากับขั้วพลังงานเด็ดขาด” เสียงทุ้มต่ำของหัวหน้าทีมวิจัยดังขึ้นมาจากช่องทางสื่อสารฉุกเฉินซึ่งเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เอเลียสพยายามถอยหลังกลับแต่ดูเหมือนแรงดึงดูดรอบตัวจะเพิ่มขึ้นมหาศาลจนทำให้รองเท้าแม่เหล็กของเขาตรึงแน่นอยู่กับพื้นห้องโดยไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วเดียว
เอเลียสกัดฟันแน่นขณะที่พยายามรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายกดปุ่มฉุกเฉินสีแดงที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นิ้ว มือของเขาเริ่มสั่นเทาเมื่อเห็นเศษโลหะรอบตัวเริ่มลอยเคว้งคว้างราวกับอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักที่ควบคุมไม่ได้ แรงสั่นสะเทือนเปลี่ยนจากจังหวะคงที่กลายเป็นความโกลาหลจนผนังห้องเริ่มเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ที่มีแสงสีขาวโพลนสว่างจ้าลอดออกมาจากด้านหลัง
“ฉันทำไม่ได้ แรงโน้มถ่วงที่นี่มันบิดเบี้ยวเกินกว่าที่ชุดเกราะจะรับไหว” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อยขณะที่หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมผ่านหมวกนิรภัยลงมาที่ใบหน้า ระบบไฟฟ้าของชุดเริ่มล้มเหลวและดับวูบลงทีละส่วน ทิ้งให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความมืดมิดที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาพร้อมกับเสียงก้องที่ดังสนั่นขึ้นเรื่อยๆ
ความร้อนมหาศาลจากแกนพลังงานเริ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยวเหมือนเปลวไฟบนพื้นถนนในวันแดดจัด เอเลียสเห็นภาพเงาสะท้อนของตนเองบนผนังห้องที่สั่นไหวไปมา ราวกับว่าตัวตนของเขาถูกแยกออกเป็นหลายร่างในเวลาเดียวกัน ภาพความทรงจำตอนที่เขายังอยู่บนโลกโผล่เข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน ทั้งกลิ่นไอฝนที่ตกกระทบดินและเสียงหัวเราะของผู้คนซึ่งกลายเป็นสิ่งไกลตัวไปแล้ว
ในจังหวะสุดท้ายที่สติของเขากำลังจะดับวูบ เอเลียสตัดสินใจใช้แรงทั้งหมดที่เหลืออยู่กระแทกถังสำรองสารละลายเหลวเข้าไปยังวาล์วหลักเพื่อตัดการทำงานของเครื่องยนต์ด้วยวิธีดิบที่สุด เสียงระเบิดภายในห้องก้องดังสนั่นหวั่นไหว แรงกระแทกจากการระเบิดส่งร่างของเขากระเด็นไปกระแทกกับแผงควบคุมจนทุกอย่างรอบตัวดับสนิทลงในทันที
ความเงียบกลับมาครอบงำสถานีอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นไหม้ของวงจรไฟฟ้าที่อบอวลไปทั่วห้อง เอเลียสนอนนิ่งอยู่บนพื้นโลหะที่เย็นเฉียบ สายตาพร่ามัวมองไปยังแกนกลางที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงแท่งเหล็กสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ หลงเหลืออยู่ เขาหายใจหอบถี่มองดูมือตัวเองที่ตอนนี้สั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ โดยไม่มีใครรู้เลยว่าแรงสั่นสะเทือนครั้งสุดท้ายได้ทิ้งรอยจารึกบางอย่างไว้บนผิวหนังของเขา เป็นลวดลายที่ดูคล้ายกับแผนที่ของดวงดาวที่ไม่เคยมีใครรู้จักมาก่อน