วอชิงตัน ดี.ซี. – รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถึงแผนการของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมจาก 10% เป็น 15% ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในสัปดาห์นี้ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงนโยบายการค้าที่เข้มข้นขึ้นและอาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจโลก
นายเบสเซนต์ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC โดยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้ ‘มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า’ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความใกล้จะมาถึงของการเพิ่มอัตราภาษีครั้งสำคัญ การปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีก 5% นี้คาดการณ์ว่าจะเพิ่มภาระต้นทุนให้กับสินค้าที่นำเข้าทุกประเภท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคธุรกิจ ผู้นำเข้า และผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
มาตรการภาษีนำเข้าแบบครอบคลุมเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญา "America First" ที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์ยึดมั่นมาโดยตลอด โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อลดการขาดดุลการค้า ส่งเสริมการจ้างงานภายในประเทศ และใช้เป็นเครื่องมือในการกดดันให้ประเทศคู่ค้าปรับเปลี่ยนข้อตกลงทางการค้า การประกาศใช้ภาษี 10% ทั่วโลกก่อนหน้านี้ได้สร้างความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศมาแล้วหลายครั้ง และนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายจำนวนมาก รวมถึงการพิจารณาคดีในศาลสูงสุด การเคลื่อนไหวครั้งใหม่นี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองในระดับสากล
นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายฝ่ายได้แสดงความกังวลว่า หากมีการปรับขึ้นภาษีจริง อาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาตอบโต้จากประเทศคู่ค้า ซึ่งอาจนำไปสู่สถานการณ์ที่เรียกว่า "สงครามการค้า" ครั้งใหม่ที่มีผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้าหลากหลายชนิด ขณะที่บริษัทส่งออกของสหรัฐฯ ก็อาจได้รับผลกระทบจากการที่ประเทศอื่นใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าเช่นกัน การตัดสินใจที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของเศรษฐกิจและการค้าโลกในอนาคตอันใกล้
ที่มา bloomberg