อากาศเย็นเยียบในถ้ำลึกส่งกลิ่นอายของเกลือและแร่ธาตุโบราณที่ตกค้างอยู่นับพันปี อาร์เธอร์กระชับเสื้อคลุมหนังที่เปียกชื้นพลางยกคบเพลิงส่องแสงสลัวไปตามผนังถ้ำที่ประดับด้วยผลึกแก้วใสแจ๋วราวกับดวงตาของอสูรกาย แสงสีมรกตจากหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่บนยอดหินงอกสะท้อนเข้ากับดวงตาของเขา มันไม่ใช่เพียงน้ำสะอาดธรรมดา แต่เป็นมวลสารที่ถูกกักขังวิญญาณและความทรงจำจากยุคสมัยที่โลกยังไม่รู้จักความตาย
เขาก้าวเดินอย่างระมัดระวังบนพื้นหินที่สั่นสะเทือนเบาๆ ราวกับถ้ำแห่งนี้กำลังหายใจเข้าออกอย่างแผ่วเบา เสียงหยดน้ำกระทบพื้นหินดังก้องไปทั่วราวกับเสียงเคาะจังหวะของนาฬิกาที่หยุดเดินไปนานแล้ว อาร์เธอร์สัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่แผ่ออกมาจากหยดน้ำค้างเม็ดนั้น พลังงานที่ทำให้เขารู้สึกถึงความอบอุ่นของแสงอาทิตย์ในวันที่เขาไม่มีวันได้หวนกลับไป
เอน่าที่เดินตามหลังมาติดๆ เอื้อมมือมาแตะไหล่ของเขาเบาๆ เพื่อเตือนให้หยุด เธอชี้ไปยังเงามืดที่ขยับเขยื้อนอยู่เบื้องหน้าท่ามกลางกลุ่มก้อนผลึกที่ส่องแสงระยิบระยับ “อย่าได้พยายามแตะต้องมันด้วยมือเปล่าอาร์เธอร์ เจ้าก็รู้ว่าหยดน้ำค้างมรกตไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะครอบครองได้โดยง่าย” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าขณะกวาดสายตามองไปรอบห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของวิหารใต้ดิน
อาร์เธอร์หันกลับมามองเธอแล้วยิ้มที่มุมปากอย่างอ่อนแรง “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อครอบครองมันหรอกเอน่า ข้าเพียงแค่ต้องการนำความทรงจำของคนในตระกูลข้ากลับคืนมาเท่านั้น” เขาหยิบขวดแก้วที่ทำจากผลึกสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าข้างเอว ก่อนจะก้าวเข้าไปหาหยดน้ำค้างนั่นอีกก้าวหนึ่งโดยไม่สนคำเตือนของหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านหลัง
ทันใดนั้นพื้นถ้ำที่เขากำลังเหยียบอยู่ก็เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่และแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ก้อนหินและเศษผลึกแก้วเริ่มลอยขึ้นสู่อากาศด้วยแรงต้านทานที่มองไม่เห็น แรงโน้มถ่วงรอบตัวอาร์เธอร์เริ่มบิดเบี้ยวจนเขารู้สึกเหมือนร่างจะถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของกระแสลมที่พัดมาจากรอยแยกมิติด้านหลังหยดน้ำค้างมรกตที่เริ่มส่องแสงจ้าจนแสบตา
“ถอยออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้ากำลังทำให้รอยแยกของกาลเวลากลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง” เอน่าตะโกนสุดเสียงพลางรีบดึงเชือกที่ผูกไว้กับเอวของอาร์เธอร์อย่างแรง แรงดึงนั้นทำให้เขากระเด็นออกมาจากรัศมีของหยดน้ำค้างพอดีในขณะที่พื้นดินตรงนั้นยุบตัวลงกลายเป็นหลุมลึกที่ไร้ก้นบึ้ง ราวกับห้วงอวกาศที่กลืนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
อาร์เธอร์นอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหินที่มั่นคงกว่าเดิม เขาเงยหน้ามองหยดน้ำค้างสีมรกตที่บัดนี้ลอยเด่นอยู่กลางอากาศเหนือหลุมลึกนั้น มันไม่ได้หายไปไหนแต่กลับขยายขนาดขึ้นจนดูเหมือนผลึกโลกใบเล็กที่หมุนวนอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ภาพเหตุการณ์ในอดีตเริ่มฉายชัดผ่านหยดน้ำค้างนั้น ราวกับหน้าจอโฮโลแกรมที่ทำจากแสงดาวและไอหมอก เขามองเห็นใบหน้าของพ่อแม่และบ้านที่เคยเป็นเพียงเถ้าถ่านกลับมามีชีวิตอีกครั้งในจินตนาการ
“มันกำลังเตือนเราว่าอดีตเป็นสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้ แต่อาจถูกเก็บรักษาไว้เพียงในส่วนลึกของจิตใจเท่านั้น” อาร์เธอร์พึมพำขณะมองภาพเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไปเหลือเพียงละอองแสงที่โปรยปรายลงมาบนมือของเขาที่เปิดค้างไว้ เขาสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจ ความเย็นที่มาพร้อมกับการยอมรับว่าสิ่งที่สูญเสียไปนั้นสวยงามเกินกว่าจะยื้อไว้ด้วยมือเปล่า
พวกเขาทั้งสองนั่งนิ่งอยู่นานท่ามกลางความเงียบสงัดที่กลับคืนสู่ถ้ำอีกครั้ง แสงจากคบเพลิงเริ่มมอดลงจนเหลือเพียงแสงเรืองรองจากผนังหินที่ส่องสว่างขึ้นมาเองตามธรรมชาติ อาร์เธอร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ โดยมีเอน่าช่วยประคอง ทั้งคู่ตัดสินใจเดินหันหลังให้กับหยดน้ำค้างที่ยังคงลอยเด่นอยู่ตรงนั้น ราวกับสมบัติที่ไม่มีใครคู่ควรจะครอบครองมันอีกต่อไป
เมื่อเดินพ้นปากถ้ำออกมา แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องกระทบใบหน้าของพวกเขาที่เต็มไปด้วยร่องรอยของการเดินทางที่ยาวนาน อาร์เธอร์ไม่ได้ถือขวดแก้วบรรจุความทรงจำกลับมา แต่เขากลับรู้สึกเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับความทรงจำเหล่านั้นได้หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณเขาไปแล้วโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งของภายนอกให้มาคอยตอกย้ำถึงความเจ็บปวดที่ผ่านมา