ท่ามกลางทะเลทรายสีทองที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ลมร้อนพัดพาเอาเม็ดทรายละเอียดมากระทบใบหน้าของเอเลียสจนแสบผิว เขาปักไม้เท้าลงบนพื้นทรายที่ร้อนระอุพลางเพ่งมองไปยังขอบฟ้าที่บิดเบี้ยวด้วยคลื่นความร้อน ในดินแดนแห่งนี้ทุกย่างก้าวดูเหมือนจะวนกลับมาที่เดิมเสมอ ราวกับว่าภูมิประเทศถูกออกแบบมาเพื่อกักขังผู้ที่หลงเข้ามาไม่ให้มีวันได้พบกับจุดหมายปลายทาง

เขาพบรอยแยกประหลาดบนเนินทรายเบื้องหน้า มันไม่ใช่รอยแตกตามธรรมชาติแต่เป็นเส้นสายที่สลักลึกราวกับตัวอักษรโบราณที่ยังมีชีวิตอยู่ เส้นสายสีดำสนิทเหล่านั้นสั่นไหวและเคลื่อนที่ไปมาภายใต้แสงแดดที่แผดเผา มันดูเหมือนเงาของอักขระที่พยายามจะหลุดพ้นจากพันธนาการของผืนทราย เอเลียสทรุดตัวลงคุกเข่า มือหยาบกร้านเอื้อมไปแตะขอบของรอยจารึกนั้นอย่างระมัดระวังทันทีที่นิ้วสัมผัส ความเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจากใต้พิภพก็พุ่งผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจของเขา

"เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อครอบครอง แต่เจ้ามาเพื่อปลดปล่อยมัน" เสียงแหบพร่าดังก้องขึ้นในโสตประสาทโดยไม่มีที่มา เอเลียสชักมือกลับอย่างรวดเร็วพร้อมกับมองไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ทว่ารอบกายเขากลับว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ นอกจากเสียงลมหวีดหวิวที่เหมือนเสียงครวญครางของคนนับพันที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายแห่งนี้มานานหลายศตวรรษ

เขารวบรวมสติแล้วหยิบมีดสั้นที่ประดับด้วยอัญมณีสีชาดออกมาจากข้างเอว พลางจรดปลายมีดลงบนรอยแยกเพื่อพยายามลอกเลียนแบบทิศทางของอักขระเหล่านั้น การกระทำของเขาทำให้ผืนทรายสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้น ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงมา "ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจากความจริงที่ถูกฝังกลบ" เอเลียสตะโกนออกไปในอากาศธาตุ แม้จะรู้ว่าไม่มีใครรับฟังเขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะวาดลวดลายต่อไป

ในชั่วขณะที่ตัวอักษรตัวสุดท้ายถูกเขียนขึ้นจนสมบูรณ์ พื้นทรายใต้ฝ่าเท้าของเขาก็ยุบตัวลงกลายเป็นอุโมงค์มืดมิดที่เปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ ออกมา เอเลียสไม่รอช้าเขากระโดดลงไปในความมืดนั้นทันที ความรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงถาโถมเข้าใส่จนเขามองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากประกายไฟที่เต้นระบำอยู่รอบกาย ภายในห้องโถงใต้ดินนั้นเต็มไปด้วยผลึกแก้วที่สะท้อนภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาเคยลืมเลือนไปนานแสนนาน

ภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังทำพิธีสะกดคำสาปด้วยเลือดและหยาดน้ำตาปรากฏขึ้นบนผนังห้องโถง เอเลียสเดินเข้าไปใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากภาพจำลองเหล่านั้น เขาตระหนักได้ในทันทีว่าตัวเองไม่ใช่ผู้มาเยือนคนแรก แต่เขาคือผู้สืบทอดสายเลือดของผู้ที่เคยสร้างรอยจารึกนี้ขึ้นมาเพื่อกักขังปีศาจแห่งความมืด "ถึงเวลาต้องจบสิ้นเสียที" เขาพึมพำขณะวางมือลงบนแผ่นศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง

ศิลานั้นเริ่มแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นดวงตาที่เปิดกว้างอยู่ภายใน มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์แต่เป็นดวงตาของดาราจักรที่หมุนวนอย่างน่าสะพรึงกลัว พลังงานมหาศาลพุ่งเข้าปะทะร่างของเอเลียสจนเขากระเด็นไปกระแทกกำแพงหิน เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่ฉีกกระชากวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ได้รับความรู้มหาศาลเกี่ยวกับภาษาแห่งจักรวาลที่ถูกลืมไปแล้ว

ทันใดนั้นความเงียบสงัดก็เข้าปกคลุมทุกอย่างในห้องโถง ดวงตาปริศนานั้นปิดลงพร้อมกับแสงสีน้ำเงินที่ค่อยๆ เลือนหายไป เอเลียสพยุงตัวขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นและรอยแผลเป็นบนแขนเริ่มเรืองแสงเป็นลวดลายเดียวกับอักขระที่เขาเพิ่งวาดไว้บนผืนทราย เขามองไปรอบตัวและพบว่าประตูทางออกที่เคยปิดตายได้เปิดกว้างออกสู่โลกภายนอกที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ผืนทรายที่เคยแผดเผาบัดนี้กลายเป็นทุ่งหญ้าสีเงินที่พริ้วไหวไปตามกระแสลมเย็นฉ่ำ เอเลียสเดินก้าวออกจากถ้ำด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม เขาไม่ได้เป็นเพียงชายพเนจรอีกต่อไป แต่เป็นผู้พิทักษ์รอยจารึกแห่งกาลเวลาที่ไม่มีใครอาจลบเลือนได้ เขาหันหลังกลับไปมองถ้ำที่พังทลายลงมากลายเป็นกองหินที่ดูเรียบง่าย ก่อนจะก้าวเดินต่อไปสู่เส้นขอบฟ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด