สายลมหนาวพัดผ่านหุบเขาไร้เสียงจนใบหญ้าสีเงินไหวเอนไปมาเป็นจังหวะที่ไร้ซึ่งสุ้มเสียง อารินกระชับผ้าคลุมไหล่ที่ทำจากขนสัตว์อสูรชั้นต่ำให้แน่นขึ้นขณะก้าวเดินผ่านรอยแยกของโขดหินสีนิล ที่นี่คือจุดที่ความเงียบงันหยั่งรากลึกจนแม้แต่เสียงหัวใจที่เต้นรัวของเขาก็ดูเหมือนจะถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า เขาแบกโคมไฟเหล็กที่บรรจุเปลวไฟสีม่วงอ่อนไว้ในมือข้างหนึ่ง เพื่อนำทางไปสู่ใจกลางหุบเขาตามคำสั่งของนักปราชญ์ผู้เฒ่าที่ทิ้งร่องรอยไว้ในตำนานบทสุดท้าย

ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยเศษหินคมกริบ อารินสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่ส่งผ่านมาจากใต้ฝ่าเท้า มันไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่เป็นคลื่นพลังงานที่พยายามจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูกสันหลังของเขา เขาสังเกตเห็นจุดแสงประหลาดที่ลอยละล่องอยู่เบื้องหน้า มันดูเหมือนกับโคมไฟนับร้อยที่กำลังเริงระบำอยู่ท่ามกลางหมอกหนา แสงสีม่วงในมือของเขาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงราวกับต้องการจะสื่อสารกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านั้น

“เจ้าไม่ควรมาที่นี่ในคืนที่ดวงจันทร์ดับแสงเช่นนี้หรอกนะ” เสียงกระซิบที่ดูเหมือนจะดังก้องอยู่ในหัวของอารินทำให้เขาชะงักฝีเท้าทันที เขาหันกลับไปมองรอบด้านด้วยความระแวดระวัง แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงทิวทัศน์อันว่างเปล่าของโขดหินที่ดูเย็นชา “ใครกันที่อยู่ที่นั่น แสดงตัวออกมาเดี๋ยวนี้” อารินตะโกนออกไปแม้จะรู้ดีว่าที่นี่ไม่มีใครสามารถส่งเสียงให้ใครได้ยินได้สำเร็จ แต่เขากลับพบว่าคำพูดของตนเองก้องกังวานอยู่ในห้วงความคิดของผู้อื่นแทน

เงาสีดำทมิฬค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากละอองหมอกที่จับตัวกันเป็นก้อน มันมีรูปร่างคล้ายชายชราที่สวมชุดยาวลากพื้นและถือโคมไฟที่ทำจากกะโหลกสัตว์ประหลาด “ข้าคือผู้เฝ้าประตูที่ถูกลืม และโคมไฟของเจ้านั้นคือสิ่งที่ข้าเฝ้าคอยมานับร้อยปี” ชายชรากล่าวพลางยื่นมือที่โปร่งแสงออกมา แต่ทว่ามือของเขากลับเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นที่เรืองแสงสีทอง อารินก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ มือที่ถือโคมไฟสั่นระริกจนเปลวไฟเกือบจะดับลง

“ข้าไม่ได้มาเพื่อช่วงชิงสิ่งใด แต่ข้ามาเพื่อส่งคืนสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้” อารินเอ่ยพลางยื่นโคมไฟไปข้างหน้า แม้ใจจะหวาดหวั่นต่อไอเย็นที่แผ่ออกมาจากชายชราตรงหน้า แต่เขาก็รู้ดีว่าหากทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ ความเงียบงันในหุบเขาแห่งนี้จะกลายเป็นคำสาปที่จะแผ่ขยายออกไปจนครอบคลุมทั่วแผ่นดิน ชายชราหัวเราะเบาๆ ซึ่งส่งผลให้รอบข้างเริ่มเกิดรอยร้าวบนอากาศราวกับกระจกที่ถูกกระแทกจนแตกละเอียด

ทันใดนั้นชายชราพุ่งตัวเข้ามาด้วยความเร็วสูงจนมองแทบไม่ทัน เขาคว้าโคมไฟจากมือของอารินไปครอง ความมืดมิดที่เคยกดทับหุบเขาเริ่มถูกแทนที่ด้วยแสงสีทองที่พวยพุ่งออกมาจากกะโหลกสัตว์ประหลาดในมือของชายชรา อารินล้มลงกับพื้นขณะที่พื้นดินเบื้องล่างเริ่มแยกออกเผยให้เห็นรากไม้เรืองแสงที่ขดตัวอยู่ลึกสุดหยั่งถึง พลังงานมหาศาลปะทุขึ้นจากจุดนั้นจนเกิดเป็นพายุหมุนของละอองดาวที่พัดพาเอาความเงียบงันออกไปจากหุบเขาจนหมดสิ้น

แรงปะทะทำให้ตัวของอารินกระเด็นไปกระแทกกับโขดหินข้างทาง ความเจ็บปวดแล่นผ่านเข้าสู่ร่างกายจนเขาแทบหมดสติ แต่เขาก็ยังฝืนสายตามองดูภาพที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ชายชราผู้นั้นกำลังรวมร่างเข้ากับแสงสีทองที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ราวกับว่าตัวเขาเองคือส่วนหนึ่งของกลไกที่คอยค้ำจุนสมดุลของโลกใบนี้เอาไว้ เสียงโหยหวนที่อัดอั้นมานานนับศตวรรษเริ่มดังออกมาจากรากไม้เหล่านั้น มันเป็นเสียงของดวงดาวที่กรีดร้องด้วยความยินดีเมื่อพันธนาการถูกทำลายลง

เมื่อแสงสว่างเริ่มจางลง หุบเขาก็กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง เหลือเพียงความเงียบที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม อารินพยายามยันกายลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เขาพบว่าโคมไฟของเขาได้หายไปแล้วและเหลือเพียงแผ่นกระเบื้องจารึกอักขระโบราณที่วางอยู่บนพื้นดินที่เพิ่งจะสงบลง เขามองไปรอบๆ หุบเขาที่เคยดูน่าสะพรึงกลัวบัดนี้กลับดูเหมือนทุ่งหญ้าธรรมดาที่รอคอยการมาเยือนของแสงตะวันแรกของวันใหม่

เขาหยิบแผ่นกระเบื้องนั้นขึ้นมาด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะวางมันลงในกระเป๋าเสื้อคลุมอย่างทะนุถนอม อารินเดินหันหลังกลับออกจากหุบเขาโดยไม่หันกลับไปมองอีกเลย เพราะเขารู้ดีว่าภารกิจของเขาได้จบลงแล้ว และตำนานบทนี้จะถูกจารึกไว้ในใจของเขาตลอดไปในฐานะผู้ที่นำแสงสว่างกลับคืนสู่ความว่างเปล่าที่ไม่มีวันดับสูญ