ท่ามกลางหมอกสีมรกตที่ปกคลุมไปทั่วหุบเขาแห่งความลืมเลือน เอลาริสยืนนิ่งอยู่หน้าแท่นหินโบราณที่สลักลวดลายเถาวัลย์นูนเด่นขึ้นมาจากพื้นผิวสีซีด ในมือของเขามีนาฬิกาทรายแก้วเจียระไนที่ภายในบรรจุเมล็ดพันธุ์สีเงินยวงซึ่งกำลังหมุนวนราวกับมีชีวิต ลมหายใจของเขาเย็นเยียบจนกลายเป็นไอในอากาศที่หยุดนิ่ง ราวกับเวลา ณ ที่แห่งนี้ได้เลือกที่จะหยุดพักการทำหน้าที่ของมันไปนานนับศตวรรษ

เถาวัลย์รอบแท่นหินเริ่มขยับตัวราวกับงูที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการจำศีล มันค่อยๆ เลื้อยพันขึ้นมาบนแขนของเอลาริสพร้อมกับปล่อยละอองเรืองแสงสีทองออกมาจางๆ เขาไม่ได้ขัดขืนเพราะรู้ดีว่านี่คือราคาที่ต้องจ่ายหากต้องการให้เมล็ดพันธุ์ในมือได้สัมผัสกับดินของหุบเขาแห่งนี้ ซึ่งเป็นวิธีเดียวที่จะเปิดเผยความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้ชั้นหินที่แตกสลาย

เขาวางนาฬิกาทรายลงบนรอยบุ๋มบนแท่นหินอย่างแผ่วเบา ทันทีที่ฐานแก้วสัมผัสกับศิลา เมล็ดพันธุ์ภายในก็เริ่มแตกหน่อและแทงทะลุผ่านแก้วออกมาด้วยความเร็วสูง กิ่งก้านที่งอกเงยนั้นไม่ใช่ไม้ แต่เป็นภาพเหตุการณ์ที่บิดเบี้ยวและเลือนลางของเมืองที่ล่มสลายในเปลวเพลิงสีน้ำเงิน เอลาริสมองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาที่สั่นไหว เขาจำได้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อหายนะนี้เมื่อคราวที่ยังเป็นเพียงผู้พิทักษ์ฝึกหัด

เจ้าของเสียงทุ้มต่ำที่ดังมาจากเงามืดด้านหลังเอลาริสกล่าวขึ้นว่า เจ้ากลับมาที่นี่ทำไมในเมื่อรู้อยู่เต็มอกว่าสิ่งที่เจ้าทำจะไม่มีวันถูกแก้ไขได้ด้วยการปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความทรงจำเหล่านี้ เอลาริสไม่หันกลับไปมอง แต่เขากระชับผ้าคลุมไหล่ที่ขาดวิ่นแน่นขึ้นขณะที่รากของต้นไม้แห่งกาลเวลาเริ่มชอนไชลงสู่พื้นดินจนเกิดเสียงดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา

ข้าไม่ได้มาเพื่อแก้ไขอดีต แต่ข้ามาเพื่อแบกรับมันในวันที่โลกไม่เหลือใครให้จดจำเรื่องราวของพวกเราอีกแล้ว เอลาริสตอบกลับเสียงเรียบพลางเอื้อมมือไปแตะใบไม้โปร่งใสที่กำลังสั่นไหวตามจังหวะชีพจรของเขา เสียงของความเสียใจดังระงมออกมาจากต้นไม้นั้นราวกับเสียงร้องไห้ของวิญญาณนับพันที่สูญหายไปในห้วงเวลา

ชายลึกลับก้าวออกมาจากเงามืด เผยให้เห็นใบหน้าที่สวมหน้ากากเหล็กไร้ช่องตา เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าการแบกรับความทรงจำของคนทั้งเมืองจะทำให้หัวใจของเจ้าแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เหมือนกับแก้วที่เจ้าถืออยู่ เจ้าไม่กลัวที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศษซากเหล่านี้หรืออย่างไร เอลาริสแค่นยิ้มที่มุมปากพร้อมกับจ้องมองต้นไม้ที่เติบโตขึ้นจนสูงตระหง่านและส่องแสงสว่างจ้าจนบดบังความมืดมิดในหุบเขา

ข้ากลัว แต่ความกลัวนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยเมื่อเทียบกับการถูกลบหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างสมบูรณ์ เอลาริสเอ่ยขึ้นพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกิ่งก้านที่แหลมคมเริ่มเกี่ยวรัดร่างกายของเขาเอาไว้ ราวกับว่าต้นไม้แห่งกาลเวลากำลังต้อนรับเจ้าของที่แท้จริงกลับคืนสู่จุดกำเนิด

เสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะดังขึ้นท่ามกลางความเงียบเมื่อเอลาริสถูกดึงเข้าไปรวมกับลำต้นที่เป็นผลึกแก้ว ความเจ็บปวดจากการสูญเสียความทรงจำของผู้อื่นไหลทะลักเข้ามาในสมองของเขาเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีเงินยวงเช่นเดียวกับเมล็ดพันธุ์ และร่างของเขาก็เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมแห่งกาลเวลาที่งดงามและน่าสะพรึงกลัว

เมื่อทุกอย่างสงบนิ่งลง นาฬิกาทรายที่ว่างเปล่าก็ตกลงสู่พื้นหินจนแตกกระจายกลายเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ของความทรงจำที่แตกสลายไปตลอดกาล ที่แห่งนั้นเหลือเพียงต้นไม้ผลึกแก้วที่ยืนต้นตระหง่านอยู่กลางหุบเขา ท่ามกลางหมอกสีมรกตที่ยังคงหมุนวนอย่างเชื่องช้า ราวกับคอยเฝ้ามองนักเดินทางคนถัดไปที่จะก้าวเข้ามาพบกับบทเรียนที่ไม่มีวันจบสิ้น