ในโรงตีเหล็กเก่าแก่ที่ตั้งอยู่บนรอยแยกของขุนเขา ลมหายใจของเอลริคกลายเป็นไอสีขาวขุ่นเมื่อเขาก้าวข้ามผ่านกองขี้เถ้าที่เย็นเยียบ เตาหลอมขนาดใหญ่ที่เคยแผ่รังสีแห่งการสร้างสรรค์บัดนี้เหลือเพียงความเงียบงันและฝุ่นหนาที่เกาะตัวอยู่ตามเครื่องมือเหล็กกล้า เขาหยิบผลึกน้ำแข็งสีครามเข้มออกมาจากหีบไม้ผุพัง แสงจากผลึกนั้นสั่นไหวราวกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ใต้เปลือกหิมะที่ไม่มีวันละลาย

เขาเริ่มจุดไฟจากฟืนไม้สนแห้งที่เปียกชื้นด้วยละอองน้ำค้างแข็ง เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะราวกับเสียงกระดูกแตกหักดังสะท้อนไปทั่วห้องโถงที่มืดมิด เอลริคใช้คีมเหล็กคีบผลึกน้ำแข็งนั้นวางลงบนแท่นตีเหล็กที่เย็นเฉียบพลัน ความหนาวเหน็บแล่นปราดเข้าสู่กระดูกของเขาจนมือที่หยาบกร้านสั่นเทา แต่นัยน์ตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะหลอมรวมพลังที่อยู่ขั้วตรงข้ามเข้าด้วยกัน

“ข้าไม่ได้มาเพื่อทำลาย แต่มาเพื่อสร้างสิ่งที่โลกนี้ลืมเลือนไป” เอลริคเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบ เสียงของเขาสั่นสะท้อนกับกำแพงหินราวกับคนบ้าที่พูดกับความว่างเปล่า เขาหยิบฆ้อนหนักประจำตัวขึ้นมาเตรียมพร้อมสำหรับการตีขึ้นรูปครั้งสุดท้ายที่อาจเปลี่ยนชะตากรรมของอาณาจักรที่กำลังล่มสลาย

ทันใดนั้น เงาสีดำสนิทก็เคลื่อนไหวออกมาจากมุมมืดของเตาหลอม มันไม่ใช่ศัตรูที่จับต้องได้ แต่เป็นไอหมอกที่ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างคล้ายชายชราผู้สวมชุดคลุมขาดรุ่งริ่ง มันจ้องมองผลึกน้ำแข็งที่เริ่มเปล่งประกายสีเงินยวงท่ามกลางเปลวไฟสีส้มที่กำลังลุกโชนขึ้นอย่างประหลาด “เจ้ากำลังเล่นกับสิ่งที่ไม่มีวันควบคุมได้ เอลริค ความร้อนที่เจ้าสร้างจะถูกกลืนกินโดยความเย็นที่ไม่มีที่สิ้นสุด” เสียงแหบพร่าดั่งใบไม้แห้งถูกบดขยี้ดังขึ้นข้างหูของเขา

เอลริคไม่หันไปมอง เขาเหวี่ยงค้อนเหล็กเข้าใส่ผลึกน้ำแข็งอย่างแม่นยำ เสียงโลหะปะทะกับมวลน้ำแข็งดังสนั่นไปทั่วหุบเขา คลื่นพลังงานที่มองไม่เห็นกระแทกเข้ากับผนังโรงตีเหล็กจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ แสงสีฟ้าพุ่งกระจายออกมาจากจุดที่ค้อนสัมผัส มันสว่างจนเขามองเห็นทุกอย่างในห้องเป็นภาพขาวโพลนราวกับโลกถูกปกคลุมด้วยหิมะในพริบตา

“ถ้าผลึกนี้ไม่สามารถหลอมรวมได้ ข้าก็จะขอสละวิญญาณให้มันกลายเป็นอาวุธที่ปกป้องคนที่เหลืออยู่” เอลริคตะโกนลั่นขณะที่เขาพยายามควบคุมรัศมีพลังงานที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในเตาหลอม แรงดันมหาศาลผลักร่างของเขาไปด้านหลังจนเกือบกระแทกเข้ากับแท่นวางอาวุธ แต่เขายังคงกำค้อนไว้แน่นไม่ยอมปล่อยมือ

เงามืดนั้นพุ่งเข้ามาประชิดร่างของเอลริค พยายามจะดูดกลืนไออุ่นสุดท้ายจากร่างกายของเขาไปเพื่อหล่อเลี้ยงความหนาวเย็นของมันเอง ทว่าผลึกน้ำแข็งกลับตอบสนองต่อเจตจำนงของช่างตีเหล็ก มันไม่ได้ระเบิดออก แต่มันเริ่มหลอมละลายกลายเป็นของเหลวสีครามที่ไหลซึมเข้าไปในเนื้อเหล็กกล้าของดาบที่วางพิงอยู่ข้างเตาหลอม ความร้อนจากเตาปะทะกับความเย็นจากผลึกจนเกิดไอหมอกมหาศาลคลุ้งไปทั่วบริเวณ

เอลริคคว้าดาบที่เริ่มมีไอเย็นแผ่ออกมาขึ้นมาในมือ ดาบเล่มนั้นสั่นสะท้านราวกับมันมีชีวิต มันเปลี่ยนสีจากเหล็กกล้าหมองคล้ำกลายเป็นสีครามสะท้อนแสงดาว เงามืดที่อยู่เบื้องหน้าเริ่มสลายตัวเมื่อสัมผัสกับรัศมีแห่งความเย็นที่ทรงพลังและสะอาดบริสุทธิ์ของดาบเล่มใหม่ ช่างตีเหล็กหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ร่างกายของเขาปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งบางๆ แต่ดวงตาของเขากลับเป็นประกายด้วยความสำเร็จ

เขามองไปที่คมดาบที่วาววับสะท้อนภาพใบหน้าที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานและเหนื่อยล้า ที่ปลายยอดของเตาหลอม น้ำแข็งที่เคยเยือกเย็นบัดนี้กลับกลายเป็นน้ำใสที่หยดลงมาบนพื้นดินแห้งแล้ง ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ เริ่มผลิบานขึ้นท่ามกลางขี้เถ้าที่เปียกชื้น มันเป็นสัญญาณว่าพลังแห่งชีวิตได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความตายของเปลวไฟ

เอลริคเดินออกไปที่ปากทางเข้าโรงตีเหล็ก เขาพบว่าโลกภายนอกที่เคยถูกพายุหิมะถล่มนั้นบัดนี้กลับสงบนิ่ง ท้องฟ้าเริ่มเปิดออกเผยให้เห็นดวงดาวนับล้านที่เฝ้ามองลงมายังผืนดิน เขากระชับดาบในมือแน่นก่อนจะก้าวเดินออกไปสู่ความมืดมิดของค่ำคืนที่กำลังจะสิ้นสุดลง ทิ้งไว้เพียงโรงตีเหล็กที่เย็นเยียบและกลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในดินแดนแห่งความหนาวเหน็บชั่วนิรันดร์