ท่ามกลางหุบเขาแห่งเถ้าถ่านที่ไร้ซึ่งสรรพชีวิต ลมหนาวพัดผ่านซากปรักหักพังของป้อมปราการโบราณจนเกิดเสียงหวีดหวิวเหมือนคนกำลังร่ำไห้ เอเลียสเดินฝ่ากองซากอาวุธที่เกลื่อนกลาดเท้าของเขาเหยียบย่ำลงบนแผ่นโลหะที่บิดเบี้ยวจนเกิดเสียงดังสนั่นท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัด สายตาของเขาจับจ้องไปยังแสงประกายวูบวาบจากมุมมืดของวิหารที่พังทลายลงมาเป็นเวลานานแสนนาน

เขาขยับมือเข้าใกล้ดาบเล่มหนึ่งที่ปักคาอยู่กับฐานหินผุพัง หยดน้ำค้างใสสะอาดเกาะตัวอยู่บนคมดาบที่ขึ้นสนิมเขรอะอย่างน่าประหลาดใจ ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับด้ามจับที่หุ้มด้วยหนังงูพิษ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นในโสตประสาท มันเป็นเสียงเพรียกจากกาลเวลาที่ถูกกักขังไว้ในเหล็กกล้าที่กำลังจะสลายตัว เอเลียสชักเท้ากลับด้วยความตกใจเมื่อแรงสั่นสะเทือนบางอย่างวิ่งปราดเข้าสู่กระดูกสันหลังของเขา

"เจ้าไม่ได้เรียกหาข้าเพื่อมาเป็นเพียงเศษเหล็กที่ถูกลืมใช่ไหม" เอเลียสเอ่ยถามเสียงสั่น แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าดาบเล่มนี้ไม่มีชีวิต แต่ความรู้สึกเย็นวาบที่แผ่ออกมาจากคมดาบกลับชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมสติก่อนจะตัดสินใจคว้าด้ามดาบนั้นไว้อีกครั้ง ความร้อนผ่าวพุ่งขึ้นจากฝ่ามือตรงเข้าสู่หัวใจราวกับสายฟ้าฟาดในคืนพายุคลั่ง

หยดน้ำค้างที่อยู่บนคมดาบเริ่มเปลี่ยนสีกลายเป็นสีแดงชาดราวกับโลหิตสดที่เพิ่งไหลรินออกมาจากบาดแผล ภายในวิหารที่เคยเงียบสงัดพลันปรากฏร่างเงาจางๆ ของนักรบโบราณนับร้อยที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากฝุ่นผงของกาลเวลา เสียงดาบกระทบกันดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขาปลุกเร้าจิตวิญญาณที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นจากการจองจำอันยาวนาน เอเลียสพยายามดึงดาบออกจากหินแต่กลับพบว่ามันยึดติดกับตัวเขาประหนึ่งว่าเป็นส่วนหนึ่งของแขนขา

"ข้าไม่ได้ต้องการพลังของพวกเจ้า จงถอยไป" เขาตะโกนก้องในขณะที่เงาร่างเหล่านั้นเริ่มบีบวงล้อมเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ คมดาบในมือของเขาเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงก่อนจะปลดปล่อยคลื่นพลังทำลายล้างที่สว่างจ้าจนบดบังทัศนวิสัย พื้นดินใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนรุนแรงจนหินก้อนใหญ่หล่นลงมาปิดทางออกของวิหารจนหมดสิ้น

แรงปะทะที่รุนแรงทำให้เอเลียสกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงหินอย่างแรง เลือดสดๆ ไหลรินจากหน้าผากลงมาอาบใบหน้าจนพร่ามัว แต่ทว่าเขากลับรู้สึกถึงกระแสพลังงานมหาศาลที่กำลังถ่ายโอนผ่านดาบเล่มนั้นเข้าสู่เส้นเลือดของเขาโดยตรง ร่างกายของเขาร้อนผ่าวราวกับถูกไฟแผดเผาจากภายใน ขณะที่ดาบที่เคยขึ้นสนิมกลับเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นสีเงินวาววับสะท้อนแสงไฟจากเวทมนตร์ที่รุนแรง

เขากัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก ร่างเงานักรบเหล่านั้นไม่ได้จู่โจมเขา แต่พวกเขากำลังคุกเข่าลงต่อหน้าดาบในมือของเขาด้วยความเคารพยำเกรง เอเลียสยืนหยัดขึ้นอีกครั้งด้วยความยากลำบากก่อนจะเหวี่ยงคมดาบตัดผ่านอากาศเกิดเป็นประกายไฟสีฟ้าครามที่สว่างไสวไปทั่วผืนป่าที่ไร้ชีวิต เงาเหล่านั้นสลายตัวกลายเป็นละอองแสงที่ลอยล่องไปตามสายลมทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับมาเยือนอีกครั้ง

เอเลียสมองไปยังดาบในมือที่ตอนนี้ไร้ซึ่งรอยสนิมและส่งไอเย็นเยียบออกมาแทนที่ เขาไม่ได้รู้สึกถึงชัยชนะแต่กลับรู้สึกถึงความหนักอึ้งของคำสาปที่เพิ่งได้รับมา ดาบเล่มนี้ไม่ใช่เครื่องมือสังหารธรรมดา แต่มันคือตราประทับแห่งราชาที่ถูกลืมซึ่งรอคอยผู้ที่คู่ควรมานานนับศตวรรษ เขาเก็บดาบเข้าฝักที่ทำจากหนังเก่าคร่ำคร่าแล้วก้าวเท้าออกไปจากวิหารทิ้งไว้เพียงรอยเท้าบนเถ้าถ่านที่ค่อยๆ จางหายไปตามสายลมแห่งโชคชะตา