แสงไฟนีออนกะพริบถี่ในห้องทำงานของสารวัตรศรุต กลิ่นอับของกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศดูเหมือนจะหนักอึ้งขึ้นเป็นพิเศษในยามวิกาล บนโต๊ะไม้สักตัวใหญ่มีสมุดบันทึกปกหนังที่เปิดค้างไว้ หน้ากระดาษนั้นปรากฏรอยเปื้อนหมึกสีดำข้นที่ยังดูเปียกชื้นราวกับเพิ่งถูกเขียนขึ้นเมื่อครู่นี้ รอยนิ้วมือที่ประทับอยู่บนขอบกระดาษทำให้เขารู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นผ่านกระดูกสันหลัง เพราะห้องนี้ถูกล็อกไว้จากด้านในอย่างแน่นหนาและไม่มีใครสามารถย่างกรายเข้ามาได้โดยที่กล้องวงจรปิดไม่ตรวจพบ
ศรุตหยิบแว่นขยายขึ้นมาตรวจสอบรอยเปื้อนอย่างใจเย็น เขาพบว่าหมึกสีดำนั้นไม่ได้เกิดจากปากกาหมึกซึมทั่วไป แต่มันมีลักษณะเหนียวข้นคล้ายกับโลหิตที่ผสมกับคาร์บอน เขากวาดสายตามองไปรอบห้องที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของตัวเองเต้นเป็นจังหวะหนักหน่วง ทันใดนั้นเสียงไม้ลั่นจากมุมมืดของห้องก็ทำให้เขาต้องชะงักมือที่กำลังหยิบถุงมือยางขึ้นมาสวมใส่
“ออกมาเถอะ ผมรู้ว่าคุณยังอยู่ในนี้” ศรุตเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยพลางเอื้อมมือไปแตะด้ามปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอว เขาไม่ได้รับคำตอบกลับมานอกจากความเงียบที่กดดันราวกับถูกสูบอากาศออกไปจนหมดสิ้น ทว่าในจังหวะที่เขาก้าวเท้าผ่านกองเอกสาร เสียงฝีเท้าเบาหวิวก็ดังขึ้นจากด้านหลังของชั้นวางหนังสือขนาดใหญ่
ร่างเงาหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมาจากมุมมืด ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมสีเทาเข้มจนแทบกลืนไปกับบรรยากาศในห้อง ชายคนนั้นวางกระบอกปากกาโลหะหนักๆ ลงบนโต๊ะก่อนจะขยับยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา “คุณมาถึงช้าไปก้าวเดียวสารวัตร บันทึกหน้าสุดท้ายที่ผมเขียนไว้คือคำตอบของทุกอย่างที่คุณตามหามาตลอดสิบปี” ชายคนนั้นกล่าวพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของศรุตด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
ศรุตเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยในขณะที่ยังไม่ละสายตาจากมือของอีกฝ่าย “คำตอบที่มาพร้อมกับคราบหมึกที่ยังมีกลิ่นคาวเลือดแบบนี้หรือ คุณคิดว่าผมจะปล่อยให้คนฆ่าพยานคนสุดท้ายหนีไปง่ายๆ อย่างนั้นเชียวหรือ” เขาขยับก้าวเข้าหาชายคนนั้นอย่างระแวดระวัง ในขณะที่นิ้วชี้ของเขาแตะอยู่บนไกปืนพร้อมที่จะตอบโต้หากมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติเพียงเสี้ยววินาที
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอพร้อมกับขยับตัวถอยหลังไปชิดหน้าต่างบานสูง “เลือดที่เปื้อนบนสมุดไม่ใช่ของพยานที่ตายไปหรอก แต่มันคือสิ่งเตือนใจว่าความจริงนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยสีแดงเสมอ” เขากล่าวจบก่อนจะทุบกระจกหน้าต่างจนแตกละเอียดแล้วกระโจนลงสู่ความมืดมิดของค่ำคืน ทิ้งให้ศรุตยืนนิ่งอยู่กับความว่างเปล่าและคราบหมึกที่ยังคงหยดลงบนพื้นไม้ทีละหยดอย่างช้าๆ
ศรุตพุ่งตัวไปที่หน้าต่างแต่สิ่งที่พบเห็นมีเพียงความมืดมิดของตรอกด้านล่างที่ปราศจากร่องรอยการหลบหนี เขาหันกลับมามองสมุดบันทึกเล่มนั้นอีกครั้งและพบว่าข้อความที่เคยเปียกชื้นเริ่มจางหายไปราวกับหมึกนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา ร่องรอยสีดำบนหน้ากระดาษกลับกลายเป็นรอยเขียนที่จารึกชื่อของคนในกรมตำรวจที่เขารู้จักดีที่สุด
อากาศในห้องเริ่มเย็นลงจนลมหายใจกลายเป็นไอจางๆ ศรุตหยิบสมุดเล่มนั้นขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งก่อนจะพบว่ามีกุญแจเหล็กขนาดเล็กซ่อนอยู่ใต้ปกหนังที่ถูกกรีดออก เขาตัดสินใจเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อแล้วเดินออกจากห้องด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เพราะเขารู้ดีว่ากุญแจดอกนี้จะนำไปสู่ความลับที่โหดร้ายยิ่งกว่าคดีฆาตกรรมที่เขาเคยทำมาทั้งชีวิต