คฤหาสน์หลังเก่าตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย กลิ่นอายของความชื้นและฝุ่นละอองที่สะสมมานานนับปีอบอวลไปทั่วห้องโถงกว้างใหญ่ที่ประดับด้วยภาพวาดบรรพบุรุษนับสิบชีวิต บนโต๊ะไม้โอ๊กใจกลางห้องนั้น นาฬิกาทรายโบราณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนกำลังวางอยู่อย่างสงบนิ่ง ทว่าทรายสีขาวละเอียดภายในกลับหยุดการเคลื่อนไหวอย่างผิดธรรมชาติ ราวกับเวลาทั้งหมดในคฤหาสน์แห่งนี้ได้ถูกแช่แข็งไว้ในชั่วขณะที่ลมหายใจสุดท้ายของใครบางคนขาดห้วงไป
สารวัตรธันวาเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางสุขุม สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบห้องก่อนจะหยุดอยู่ที่นาฬิกาทรายใบนั้น เขาหยิบถุงมือหนังขึ้นมาสวมอย่างช้าๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบนาฬิกาขึ้นมาพินิจดูอย่างใกล้ชิด รอยเปื้อนสีแดงคล้ำคล้ายคราบเลือดแห้งกรังปรากฏเด่นชัดอยู่บนเม็ดทรายสีขาวที่กองรวมกันอยู่ด้านล่าง มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่นาฬิกาเรือนนี้จะหยุดทำงานในคืนที่เจ้าของคฤหาสน์ถูกพบเป็นศพในห้องทำงานส่วนตัว
"คุณมั่นใจหรือว่ามันคือเลือดจริงๆ ไม่ใช่สีที่ใครบางคนแกล้งทำขึ้นมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ" รินลดา หญิงสาวผู้เป็นหลานสาวคนเดียวของตระกูลเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบขณะที่เธอยืนกอดอกพิงขอบประตู ดวงตาของเธอฉายแวววิตกกังวลแต่ในขณะเดียวกันก็มีความเย็นชาบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน มือของเธอสั่นเทาเล็กน้อยในตอนที่เธอพยายามซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อผ้าไหมราคาแพง
"ถ้ามันเป็นเพียงสีทั่วไป กลิ่นสนิมเหล็กที่ลอยออกมาจากเนื้อทรายคงไม่รุนแรงขนาดนี้หรอกครับคุณรินลดา" ธันวาตอบกลับโดยไม่ละสายตาจากนาฬิกา เขาวางมันลงบนโต๊ะก่อนจะเดินตรงไปที่เตาผิงซึ่งยังคงมีเศษเถ้าถ่านคุกรุ่นอยู่ เขาใช้คีมเหล็กเขี่ยเศษซากที่หลงเหลือจากการถูกเผาทำลายจนพบกับชิ้นส่วนโลหะเล็กๆ ที่คล้ายกับฟันเฟืองของนาฬิกาข้อมือราคาแพงที่พังยับเยิน
รินลดาสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นสิ่งที่สารวัตรหยิบออกมาจากเตาผิง เธอขยับตัวเข้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นที่ปิดบังไม่อยู่ "นั่นมันอะไรกันคะ ฉันไม่เคยเห็นฟันเฟืองนี้ในห้องสมุดมาก่อนเลย" เธอพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือขณะที่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้จุดเกิดเหตุมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปลายรองเท้าแตะพื้นพรมที่ดูเหมือนจะมีรอยขีดข่วนผิดปกติ
"มันคือส่วนประกอบของนาฬิกาที่ถูกทำลายทิ้งเพื่อปกปิดร่องรอยของการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก่อนเวลาตาย" ธันวาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูไม่น่าไว้วางใจ เขาชี้ไปยังคราบรอยขีดข่วนบนพรมที่รินลดากำลังเหยียบอยู่ มันยาวเป็นแนวโค้งเหมือนกับคนที่พยายามจะคว้าอะไรบางอย่างไว้เพื่อพยุงตัวก่อนจะล้มลงไปสิ้นใจ "คุณรินลดาครับ รอยถลอกบนนิ้วมือขวาของคุณนั่น เกิดจากอะไรกันแน่ครับ"
หญิงสาวชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจก่อนจะรีบดึงมือกลับไปไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว "ฉันแค่ทำแก้วแตกเมื่อตอนเย็นนี้เองค่ะ สารวัตรอย่ามากล่าวหากันลอยๆ แบบนี้เพียงเพราะฉันเป็นคนเดียวที่อยู่ในบ้านในเวลาที่เกิดเหตุ" เธอก้าวถอยหลังอย่างรวดเร็วหมายจะเดินหนีออกไปจากห้อง แต่ธันวากลับก้าวเข้ามาขวางทางไว้ได้อย่างทันท่วงที
"แก้วแตกย่อมทิ้งรอยบาดลึก แต่รอยบนนิ้วคุณมันเป็นรอยเสียดสีจากการพยายามบีบอัดวัตถุแข็งที่มีโลหะคม" เขาหยิบนาฬิกาทรายขึ้นมาอีกครั้งแล้วเขย่าเบาๆ เสียงของเม็ดทรายที่กระทบกับเศษโลหะบางอย่างด้านในดังกังวานออกมา มันไม่ใช่แค่ทราย แต่มีชิ้นส่วนของเข็มนาฬิกาหักๆ ซ่อนอยู่ข้างในนั้นด้วย "คุณพยายามเอาหลักฐานที่ติดตัวผู้ตายมาซ่อนไว้ในนี้สินะครับ เพื่อหวังว่าเศษทรายจะช่วยกลบเกลื่อนรอยเลือดและหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงคุณได้"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะหยุดหายใจ รินลดาที่เคยดูสงบนิ่งกลับทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวใกล้ๆ ด้วยท่าทางสิ้นหวัง เธอรู้ดีว่าคำโกหกของเธอไม่สามารถหลอกล่อสารวัตรที่ผ่านคดีฆาตกรรมมานับไม่ถ้วนได้ ความผิดที่พยายามปกปิดมาตลอดทั้งคืนกำลังจะถูกเปิดเผยออกมาในไม่ช้า เสียงฟ้าร้องดังสนั่นอยู่ด้านนอกราวกับจะตอกย้ำความผิดบาปที่เธอได้ก่อไว้ในบ้านหลังนี้
ธันวาส่งสัญญาณให้ลูกน้องที่ยืนรออยู่หน้าประตูเข้ามาควบคุมตัวหญิงสาวไว้ เขาไม่ได้แสดงอาการสะใจหรือตื่นเต้นกับความสำเร็จครั้งนี้ เพียงแค่เก็บนาฬิกาทรายใส่ถุงพลาสติกอย่างระมัดระวังเพื่อนำไปเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในชั้นศาล แสงไฟจากหลอดไฟเก่าๆ กะพริบถี่ๆ ก่อนจะดับลงทิ้งให้ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงตกกระทบหน้าต่างอย่างต่อเนื่องราวกับจะชะล้างความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยออกมาให้จางหายไปจากความทรงจำ
ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดใจภายในคฤหาสน์หลังเดิม นาฬิกาทรายที่เคยหยุดนิ่งยังคงวางทิ้งไว้บนโต๊ะไม้ตัวเดิมโดยไม่มีใครแตะต้อง ทรายสีขาวที่มีรอยเปื้อนสีแดงคล้ำยังคงจับตัวเป็นก้อนแข็งอยู่ตรงกลาง ราวกับจะรอคอยวันเวลาที่จะถูกหมุนกลับเพื่อเริ่มนับถอยหลังสู่ความยุติธรรมที่แท้จริงอีกครั้งในอนาคตที่กำลังจะมาถึง