แสงไฟสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะส่องกระทบสันปกหนังสือเก่าแก่ที่เรียงรายอยู่เต็มชั้นวางภายในหอจดหมายเหตุประจำเมือง กลิ่นอายของกระดาษโบราณและฝุ่นละอองที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศทำให้บรรยากาศดูหนักอึ้งและชวนอึดอัด รตท วินัย กวาดสายตาผ่านแว่นสายตาไปยังช่องว่างบนชั้นไม้ที่ดูผิดแปลกไปจากตำแหน่งเดิมอย่างชัดเจน เขารู้ดีว่าสมุดบันทึกเล่มสีน้ำเงินกรมท่าที่มีรอยคราบหมึกสีดำหยดเป็นจุดเล็กๆ ตรงมุมขวาไม่ได้หายไปเพราะอุบัติเหตุหรือความสะเพร่าของบรรณารักษ์อย่างแน่นอน
เขาก้มลงมองพื้นไม้ปาร์เกต์ที่ขัดเงาจนสะท้อนภาพใบหน้าของเขาเอง ที่นั่นมีเศษผงสีขาวขนาดจิ๋วเกาะอยู่ตามรอยต่อของไม้ ราวกับใครบางคนพยายามโรยแป้งเพื่อกลบเกลื่อนร่องรอยของการเคลื่อนย้ายอะไรบางอย่างที่หนักพอจะทำให้เกิดเสียงตึงเบาๆ วินัยหยิบแว่นขยายขึ้นมาส่องดูอย่างละเอียดก่อนจะพบว่าผงสีขาวนั้นไม่ใช่แป้งธรรมดา แต่มันคือผงปูนที่เพิ่งถูกกะเทาะออกจากผนังด้านหลังชั้นหนังสือซึ่งดูเหมือนจะถูกปิดตายมานานหลายทศวรรษ
เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังแว่วมาจากทางเดินด้านนอกทำให้เขารีบเก็บหลักฐานชิ้นสำคัญใส่ถุงพลาสติกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยับตัวไปหลบหลังตู้เก็บเอกสารเหล็กบานใหญ่ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของห้อง บรรณารักษ์หญิงเดินเข้ามาด้วยท่าทางกระวนกระวาย มือของเธอสั่นเทาขณะที่พยายามเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานเพื่อค้นหาอะไรบางอย่าง เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าชายที่เธอกำลังกลัวกำลังเฝ้ามองทุกอิริยาบถอยู่จากมุมมืด
วินัยตัดสินใจก้าวออกมาจากเงามืดโดยไม่ให้เธอทันตั้งตัว เสียงรองเท้าหนังของเขาที่กระทบพื้นไม้ทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวจนทำแฟ้มเอกสารในมือร่วงหล่นกระจายเต็มพื้น เธอหันมาสบตาเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและพยายามจะก้าวถอยหลังหนีไปทางประตูทางออกแต่เขาก็ขวางทางเอาไว้เสียก่อน “คุณไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมแค่ต้องการทราบว่าใครเป็นคนสั่งให้คุณปิดบังรอยคราบหมึกบนสมุดบันทึกเล่มนั้น” วินัยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความกดดัน
“ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น คุณเข้าใจผิดแล้ว” หญิงสาวตอบเสียงสั่น พลางก้มหน้าหลบสายตาที่เฉียบคมของเขา เธอพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบกุญแจดอกเล็กที่ตกอยู่ใกล้เท้า แต่เขากลับชิงคว้ามันมาไว้ในมือได้ก่อน กุญแจดอกนั้นมีตราสัญลักษณ์ของตระกูลขุนนางเก่าที่ล่มสลายไปนานแล้ว ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้ากับคดีฆาตกรรมปริศนาเมื่อสิบปีก่อน
“กุญแจดอกนี้บอกความจริงได้ดีกว่าคำพูดของคุณนะ” วินัยกล่าวพร้อมกับหยิบสมุดบันทึกเล่มสีน้ำเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ รอยคราบหมึกที่เขาพบในที่เกิดเหตุไม่ได้เป็นแค่ความบังเอิญ แต่มันคือแผนที่ลับที่ถูกเขียนซ่อนไว้ด้วยหมึกที่มองเห็นได้เฉพาะในที่มืดสนิทเท่านั้น บรรณารักษ์สาวหน้าถอดสีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือเขา เธอรู้ดีว่าความลับที่ถูกเก็บงำไว้กำลังจะถูกเปิดเผยต่อหน้าศาลและกฎหมายในไม่ช้า
ทันใดนั้น ไฟในหอจดหมายเหตุทั้งหมดก็ดับพรึบลงเหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทุกตารางนิ้ว วินัยสัมผัสได้ถึงแรงปะทะจากด้านหลังก่อนที่เขาจะถูกผลักจนล้มลงไปกองกับพื้น เสียงฝีเท้าวิ่งหนีออกไปทางหน้าต่างบานเกล็ดที่ถูกเปิดทิ้งไว้ทำให้เขารีบคว้าไฟฉายขึ้นมาส่องเพื่อไล่ตาม แต่สิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก เพราะรอยคราบหมึกสีดำบนพื้นไม่ได้มีเพียงจุดเดียว แต่มันถูกเขียนเรียงต่อกันเป็นเส้นทางนำไปสู่ห้องลับใต้ดินที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้
เขาก้าวตามรอยหมึกสีดำเหล่านั้นลงไปในความมืด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กโชยแตะจมูกอย่างรุนแรงเมื่อมาถึงห้องใต้ดินที่เต็มไปด้วยภาพวาดบุคคลสำคัญที่ถูกกรีดทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ตรงกลางห้องมีร่างของชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า เขามือถือปากกาหมึกซึมเล่มเดิมที่ทำหมึกหยดลงบนพื้นเป็นทางยาว ร่างนั้นนิ่งสนิทจนเขารู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่างเมื่อเข้าไปใกล้
วินัยเอื้อมมือไปแตะไหล่ของชายคนนั้นก่อนจะพบว่ามันเย็นเฉียบจนไร้ซึ่งสัญญาณชีพ ปากกาในมือชายคนนั้นถูกวางทับลงบนบันทึกฉบับสุดท้ายที่เพิ่งเขียนเสร็จสมบูรณ์ รอยคราบหมึกยังคงเปียกชื้นอยู่บนหน้ากระดาษราวกับเพิ่งถูกจารึกทิ้งไว้เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา วินัยอ่านข้อความบรรทัดสุดท้ายก่อนจะเข้าใจว่าการไล่ล่าครั้งนี้ไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ แต่มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรความแค้นที่ถูกสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เขาหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาแล้วเดินออกจากห้องใต้ดินด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในใจ แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างหอจดหมายเหตุเผยให้เห็นรอยหมึกบนฝ่ามือของเขาที่บังเอิญไปสัมผัสกับรอยเปื้อนบนสมุดบันทึกเล่มนั้น มันไม่ใช่หมึกธรรมดา แต่มันคือสารเคมีที่มีกลิ่นหอมจางๆ คล้ายกับดอกกุหลาบที่ถูกฝังไว้ในสุสานเก่าแก่ วินัยมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าอาคารท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนัก